สุขภาพ

อาหารที่ไม่ควรรับประทานในมื้อเย็น

ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อไหนก็ตาม ก็มีความสำคัญต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารในมื้อเช้า เพราะเนื่องจากร่างกายของเรานั้นได้รับการพักผ่อนมาตลอดทั้งคืนแล้ว ในเช้าวันต่อมาร่างกายของเราก็ต้องการสารอาหารเพื่อไปกระตุ้นอวัยวะต่าง ๆ ให้มีการทำงานที่ดีขึ้น ดังนั้น มนุษย์เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยปัจจุบันนี้คนเราทุกคนนั้นก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตลอดทั้งวันแตกต่างกันออกไป แต่ละคนต้องออกบ้านตั้งแต่เช้า และเนื่องด้วยสถานการณ์ที่เร่งจึงทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารเช้าได้ จึงทำให้ต้องไปหนักในมื้ออื่นแทน หรือบางคนอาจจะทำงานจนดึกดื่น ไม่มีเวลากินมื้อเย็น จึงทำให้รู้สึกหิว

รู้หรือไม่ว่า หากเรารับประทานมื้อดึกเป็นประจำทุกวันจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ ดังนั้น วิธีที่จะช่วยแก้ได้ คือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแทน ดังนั้น หากคุณยังอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รูปร่างสวย และนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะมาบอกประเภทอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยงจากมื้อ หากไม่อยากสุขภาพเสีย

หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด อาหารประเภทนี้หากใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ ขอบอกเลยว่าห้ามรับประทานในมื้อดึกเด็ดขาด เพราะแน่นอนว่าอาหารทอด ๆ มัน ๆ หากรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อ้วนได้  บวกกับการกินในมื้อจะยิ่งเพิ่มไขมันเข้าไปในร่างกาย และทำให้ร่างกายของเราใช้เวลาในการย่อยนาน ดังนั้นหากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

หลีกเลี่ยงอาหารแคลอรี่สูง แน่นอนว่าอาหารประเภทนี้ ไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารมื้อเย็นอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ไขมันในร่างกายของเรานั้นสูงขึ้น จนกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายของเรานั้นย่อยยากได้อีกด้วย ดังนั้น หากคุณทำงานมาเหนื่อย ๆ และรู้สึกหิว หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะทานเยอะ ให้กินแต่พอประมาณ แต่ไปเน้นพวกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทน 

หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด อาหารประเภทนี้เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในมื้อเย็น เพราะหากร่างกายของเราได้รับอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนัก และอาจก่อกวนเวลานอนหลับพักผ่อนของคุณได้ เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกจุกเสียดในช่องท้อง และทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหาขึ้นได้ ดังนั้น หากใครที่ชอบรับประทานอาหารที่มีรสชาติจัดในมื้อเย็น ก็ควรที่จะเลือกเวลารับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง

 

สนับสนุนโดย    สมัครเว็บหวยฮานอย

สุขภาพทั่วไป

ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตมสารให้ความหวาน

ในปัจจุบันมีการพัฒนาสารบางอย่างขึ้นมาเพื่อทดแทนน้ำตาล เพราะคนปัจจุบันนี้ได้เป็นโลกอ้วนกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นทางเลือกสุขภาพก็ต้องมีมากขึ้น ด้วยคนส่วนใหญ่มักจะชอบทานของหวาน หรืออาหารคาวบางอย่างนั้นก็มักจะปรุงด้วยรสหวานเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น คนไทยนี่แหละ สังเกตได้ว่าอาหารที่ขายตามท้องตลาด

มักจะเน้นรสชาติไปทางหวานเป็นหลัก ซึ่งความหวานนั้น ไม่ได้ส่งผลทำให้เกิดโรคอ้วนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ดันมีผลต่อโรคอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันเลือด ที่จำต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้ตอนนี้มีสารให้ความหวานที่ปลอดภัยใช้กันอย่างล้นหลาม ทั้งเป็นช่องทางของผู้รักสุขภาพแล้วก็ควบคุมน้ำหนัก วันนี้เราจะมาพูดถึง แอสปาร์แตมกัน

แอสปาร์แตม ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Aspartame คืออะไร

แอสปาร์แตมสร้างขึ้นจากสารแคมี หรือเรียกว่าการสังเคราะห์สารใหม่ขึ้นมา สามารถให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ จึงนิยมนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพต่างๆ โดยแอสปาร์แตมจะให้ความหวานกว่าหลายเท่า และมีรสชาติที่เหมือนกับน้ำตาล แต่ว่าจะมีรสขมนิดหน่อยภายหลังจากที่รับประทานเข้าไปแล้ว

แต่แอสปาร์แตมนั้นไม่ทำให้ฟันผุ และไม่มีผลต่อน้ำตาลในเลือดด้วย ก็เลยเป็นที่ชื่นชอบอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตเครื่องดื่มโดยเฉพาะน้ำอัดลม เพราะถึงแม้แอสปาร์แตมนั้นจะให้ความหวาน แต่เมื่อทานเข้าไปแล้วจะเป็น 0 แคล ก็เลยไม่เป็นผลทำให้น้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง

ส่วนจุดอ่อนของแอสปาร์แตมคงเป็นในเรื่องขององค์ประกอบ แอสปาร์แตมจะไม่ทนต่อความร้อนสูง ก็เลยไม่ดีแน่ๆ หากใช้ทำอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆ และไม่ควรจะเก็บไว้นาน นอกจากนั้น การบริโภคในจำนวนมากบางทีอาจกำเนิดเป็นสารเคมีหลงเหลือ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากแอสปาร์แตมมีสารเคมี 3 จำพวก ได้แก่ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน แล้วก็เมธานอล 

ถ้าเกิดร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้มากเกินไปที่จะกำจัดได้หมด จะทำให้ตกค้างหลงเหลืออยู่ในร่างกาย จนถึงบางทีอาจเข้าไปทำลายเยื่อ รวมทั้งทำให้ DNA ภายในร่างกายได้รับความทรุดโทรม จนถึงขั้นที่อาจปรับปรุงเปลี่ยนเป็นความแตกต่างจากปกติของเซลล์แล้วก็เป็นโรคโรคมะเร็งในท้ายที่สุด 

หฆ แต่ก็อย่างที่เราทราบกันมาตลอดว่าอะไรที่พอดี มักจะเป็นประโยชน์ แต่อะไรที่มากเกินไปนั้นมักจะให้โทษมากกว่า ดังนั้นการใช้แอสปาร์แตม หรือทานอะไรที่มีแอสปาร์แตมก็ควรจะเป็นไปในทางที่พอดี ไม่มากเกินไป เพราะจะก่อโทษให้มากกว่าประโยชน์ โดยอาจจะเสี่ยงเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งได้ ทุกคนจึงไม่ควรบริภาคมากเกินไป เพียงเพราะคิดว่ามันดีต่อสุขภาพ

 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย