สุขภาพ

ประโยชน์ของโยเกิร์ตที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับโยเกิร์ตที่เราชอบกินแต่เราจะรู้ไหมว่าการที่เรากินโยเกิร์ตมีประโยชน์อะไรบ้างเพราะว่าโยเกิร์ตไม่ได้มีดีแค่รสชาติหรือกลิ่นที่ชวนทำให้เรารู้สึกว่าอร่อย เพราะว่าในโยเกิร์ต 1 แก้วจะมีจุลินทรีย์อยู่ในนั้นที่มากมาย

และการที่เราได้กินโยเกิร์ตเป็นประจำแน่นอนว่าเราจะต้องได้รับประโยชน์อะไรจากการที่กินโยเกิร์ตและเรื่องของสุขภาพของเราเป็นอย่างดีสำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าโยเกิร์ตมีดีอะไรบ้างเราจะมาบอกในหัวข้อดังต่อไปนี้

  • โยเกิร์ตช่วยในเรื่องของการลดกลิ่นปากรักษาสุขภาพเหงือกและฟัน ซึ่งแน่นอนว่าที่เราได้กล่าวมานั้นเป็นที่เราได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่าการที่เรารับประทานโยเกิร์ตทุกวันและติดต่อกันอย่างน้อย 6 อาทิตย์จะช่วยในเรื่องของการลดกลิ่นปากสำหรับภาพสะสมของแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากของเราโดยเราได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าโยเกิร์ตนั้นมีแลคโตบาซิลลัสบังการิคัส ที่ช่วยในเรื่องของการยับยั้งและลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากแน่นอนว่าในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์มากมายที่ช่วยในเรื่องของการทำให้ที่เรามีอาการเกี่ยวกับเรื่องของเหงือกอักเสบลดลงได้อย่างเห็นได้ชัดซึ่งใครที่กำลังคิดว่าเรามีกลิ่นปากอยู่ลองกินดูนะคะเพราะไม่ได้เสียหายอะไร
  • ช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวหน้าแน่นอนว่าใครที่อยากมีผิวและใบหน้าที่สวยขาวใสการที่เรานำโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติมาใช้พอกหน้าแล้วเราก็ล้างออกซึ่งสูตรนี้มีหลายสูตรที่ได้ทำการเอาไปทดลองแล้วว่าเป็นผลได้ดีแล้วก็ทำให้เรามีใบหน้าที่สวยใสซึ่งเราได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่าโยเกิร์ตช่วยในเรื่องของการมาร์คหน้าและทำให้หน้าของเรามีความชุ่มชื่นสว่างใสอีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการลดรอยเหี่ยวย่น และการที่เราพอกหน้าก็จะช่วยให้เรามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากอีกทางก็สะดวกสบายเหมาะสำหรับคนที่ต้องการที่จะทำให้ใบหน้าของเราเนียนใสไร้ริ้วรอยอย่างนี้เป็นต้น
  • ช่วยฟื้นฟูจากผิวที่เกิดจากรอยไหม้จากแสงแดด แน่นอนว่าสาวๆหลายๆคนที่ได้ไปเที่ยวทะเลมาแล้วใบหน้าของเราหรือว่าผิวตามร่างกายของเราเจอแดดที่ร้อนแรงและไหม้ การที่เราเอาโยเกิร์ตที่เรากินนำมาใช้ในเรื่องของการพอกหน้าจะช่วยในเรื่องของทำให้ผิวหน้าที่เราเกิดอาการรอยไหม้จากแสงแดด กลับมาช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวของเราให้กลับมาขาวใสได้อย่างเดิมซึ่งเราได้ 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    หวยออนไลน์

สุขภาพ

โลกมีความหวัง วัคซีค รักษาโควิด19

ซีเอ็นบีซี สื่อใหญ่ของอเมริกา ประโคมข่าว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างกำลังเร่งมือพัฒนาวัคซีน ยา และค้นคว้าหาวิธีการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสโควิด ซึ่งในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกล้วมากกว่า 4.7 ล้านคนภายในระยะเวลาแค่สี่เดือนกว่าๆ นับจากมีรายงานผู้ติดเชื้อคนแรกในประเทศจีน ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มียารักษาอย่างเป็นทางการนี้

ทางนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็กำลังยังคงคิดค้นพัฒนาวัคซีนกันต่อไป ซึ่งบริษัท โมเดอร์นา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพของอเมริกา กำลังพัฒนาวัคซีนชื่อ mRNA ร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในการทดสอบระยะที่ 1 นั้น กับคนตั้งแต่เดือนมี.ค. นั้นให้ผลที่ดีในเบื้องต้น ซึ่งผู้อาสาสมัครมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นในร่างกายหลังได้รับวัคซีน 2 ครั้ง

แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีการทดลองในระที่สองและสามอีกในจำนวนอาสาสมัครที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางบริษัทฯ ผู้ผลิตยาเองก็ได้กว่าว่าอย่างเร็วที่สุดหากวัคซีนนี้ประสบความสำเร็จก็คงจะได้เริ่มผลิตในเดือนมกราคมปีหน้า

ส่วนในด้าน บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็ได้เริ่มมีการพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด มาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาและจะมีการเริ่มทดลองทางคลินิกกับมนุษย์ในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะแถลงผลได้ภายในสิ้นปี หากวัคซีนนั้นได้ผลดี ทางบริษัทฯก็จะเร่งผลิตในเดือนเมษายนปีหน้า และอีกบริษัทชื่อดังอย่าง อิโนวิโอ ฟาร์มาซูติคัล ก็กำลังเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีนที่ชื่อ “IN)-4800” โดยได้เริ่มมีการทดลองทางคลินิกมาตั้งแต่เดือน เมษายน แล้ว และกำลังทดลองกับอาสาสมัครในมลรัฐเพนซิลวาเนียและมิสซูรี คาดว่าจะทราบผลในฤดูร้อนนี้

ส่วนยักษ์ใหญ่อย่าง ไฟเซอร์ บริษัทยารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้มีการจับมือกับสถาบันไบโอเอ็นเทค ของเยอรมนี วิจัยและพัฒนาวัคซีนชื่อ BNT162 โดยเริ่มทำการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด19 ในมนุษย์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากประสบความสำเร็จนั้น ทางบริษัทฯ ก็ตั้งเป้าที่จะผลิตวัคซีนหลายล้านโดสในสิ้นปีนี้ 

สุดท้าย บริษัท โนวาแว๊กซ์ ก็ได้มีการประกาศแล้ว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด19 ซึ่งจะเริ่มมีการทดลองวัคซีนกับมนุษย์ในเดือน พ.ค. และคาดว่าจะทราบผลขั้นต้นในเดือนกรกฎาคมนี้ 

ซึ่งประชาชนทั่วโลกก็ได้แต่หวังว่าไม่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจากทั้งหมดนี้จะสามารถผลิตวัคซีนต่อต้านและรักษาไข้ไวรัสโควิด19 นี้ได้ เพื่ออย่างน้อยชีวิตของคนทั้งโลกใบนี้จะได้กลับมาใช้ชีวิตกันปรกติสักที ไม่ต้องมาทนใส่หน้ากากกันอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์ 4 ตัว

สุขภาพ

ห้ามให้เด็กที่เกิดใหม่กินน้ำนมผสมทองคำ

        ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้มีการโพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก แนะนำวิธีที่จะทำให้ลูกน้อยที่เพิ่งเกิดใหม่โตขึ้นมาแล้วผิวพรรณ สวยงามและยังอ้างว่าจะช่วยให้วาสนาของเด็กที่เกิดมาดีอีกด้วย หากมีการนำทองคำผสมกับน้ำนม หรือผสมกับน้ำให้เด็กที่เกิดใหม่กิน ซึ่งวิธีการนี้จะสามารถทำได้จนกว่าเด็กจะอายุถึง 6 เดือนหลังจากนั้นให้หยุดกิน โดยเธอบอกว่าเธอได้มีการศึกษามาจากประเทศจีน

ซึ่งคนจีนที่เป็นกลุ่มฮ่องเต้ หรือพวก ฮองเฮาจะกินกันแบบนี้ ซึ่งหลังจากที่มีการแชร์กันจนเป็นข่าวใหญ่ ทางด้านคุณหมอจากโรงพยาบาลต่างๆก็ออกมาห้ามปรามคุณแม่ๆทั้งหลายกันอุตลุตเพราะเกรงว่าจะมีคนเข้าใจผิดเลียนแบบตามจริงๆ อย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อนี้กัน ว่าส่งที่คุณแม่ท่านนั้นมีการแชร์นั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ซึ่งเด็กแรกเกิดจนถึง หกเดือนนั้น ปกติแล้วทางโรงพยาบาลจะมีการอบรมคุณแม่หลังคลอดใหม่ๆอยู่แล้วว่าห้ามให้เด็กกินอย่างอื่น นอกจากน้ำนมของคุณแม่อย่างเดียวเท่านั้น ขนาดน้ำเปล่าคุณหมอยังไม่ให้ดื่มเลย เพราะเด็กแรกเกิดถึงหกเดือนต้องการสารอาหารจากน้ำนมเพียงเท่านั้น และน้ำนมก็มีส่วนประกอบของน้ำอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องกินน้ำเพิ่มเข้าไปนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่ห้ามคุณแม่ๆทั้งหลายเลียนแบบด้วยการเอาทองคำใส่ลงไปในขวดนมหรือขวดน้ำแล้วให้กินไปพร้อมกับน้ำหรือนมนั้น ถึงแม้ว่าเราจะมั่นใจได้อยู่แล้วว่าสร้อยทองเหล่านั้นคงไม่ตกเข้าปากน้องอย่างแน่นอน

เพราะรูน้ำนมนั้นเล็กนิดเดียว แต่สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็กแรกเกิดจนถึงหกเดือนนั่นก็คือ การที่ทองคำนั้นไม่สะอาด จากการที่มีการเก็บเอาไว้ในกล่องอาจจะมีฝุ่นและสิ่งสกปรกติดอยู่โดยที่คุณแม่อาจจะไม่เห็น แล้วเมื่อนำมาใส่ในขวดนมให้เด็กกินก็จะทำให้เด็กกินนมที่สกปรกนั่นเอง และถึงแม้คุณแม่บางคนจะออกมาบอกว่ามีการนำสร้อยทองไปล้างน้ำก่อนนำมาใส่ขวดแล้ว

แต่อันตรายก็ยังเกิดกับเด็กได้อยู่ดี นั่นก็เพราะว่า สร้องทองคำที่เรานำมาใส่นั้น เป็นการผสมกับสารอื่นๆด้วย ไม่ใช่ทองคำแท้ร้อยเปอร์เซ็น ซึ่ง คุณแม่อาจจะไม่รู้ว่า ในการทำสร้อยคำทองคำจะต้องมีการนำทั้ง  ตะกั่ว ปรอทหรือแม้แต่ สารแคดเมี่ยม นำมาผสมรวมกันทำให้หล่อออกมาเป็นสร้อยคอทองคำได้ เพราะหากนำทองคำบริสุทธิ์มาทำสร้อยคออย่างเดียวทำไม่ได้

เพราะเนื้อทองจะอ่อนเกินไปนั่นเอง อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กกินนมที่มีสร้อยทองลอยอยู่ด้านในขวดเด็กก็จะได้รับสารเหล่านั้นเข้าไปด้วย ทำให้เกิดอันตรายได้ อย่างต่ำก็ท้องเสีย  แต่หากมีสารปนเปื้อนเยอะก็อาจจะมีการติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้ และสารบางชนิดมีฤทธิ์ต่อระบบสมอง ดังนั้นควรให้เด็กกินน้ำนมแม่อย่างเดียวจะดีที่สุด 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว 4 ตัว

สุขภาพ

โรควิตกกังวล

ความวิกตกกังวลนั้นสามารถเกิดขึ้นกับคนเราได้ทุกคนแต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีเรื่องรบกวนจิตใจหรือมีเรื่องที่ดราจะต้องทำ เราจึงเกิดความวิตกกังวลนี้ขึ้นมา แต่ในบางครั้งก็อาจจะเกิดกับคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มีเรื่องรบกวนจิตใจหรือเรื่องที่ต้องกังวลแต่ก็ยังแสดงอาการวิตกกังวลนี้ออกมาอย่างชัดเจน จึงเรียกอาการสำหรับคนที่เป็นอย่างนี้ว่าโรควิตกกังวลนั่นเอง

ซึ่งโรควิตกกังวลนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรรมพันธุ์หรือเป็นตั้งแต่เกิดแต่โรควิตกกังวลนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเรานั้นได้เจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เราเกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรงนั่นเอง เมื่อเจอเหตุการเหล่านี้นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นอาการของโรควิตกกังวลนั่นเอง

โดยคนส่วนใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้นั้นในช่วงแรกอาจจะไม่ได้มีอาการที่รุนแรง แต่ถ้าหากมีอาการแล้วยังไม่ได้รับการรักษาปรึกษาแพทย์หรือได้รับสิ่งที่เยียวยาจิตใจจากความตกใจในสิ่งที่ทำให้เราวิตกกังวลนั้น ความวิตกกังวลนี้ก็จะเกิดเป็นความวิตกกังวลแบบเรื้อรังได้นั่นเอง โดยโรควิตกกังวลนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเรานั้นรู้สึกระแวงและไม่ไว้ใจในสิ่งเหล่นั้น

ไม่ว่าจะเป็นคนรอบข้าง สภานแวดล้อมต่าง เป็นต้น และเมื่อเกิดอาการเหล่านี้แล้วจากการที่เป็นเพียงการวิตกกังวลในเรื่องเล็กๆ จะรวมไปถึงการวิตกกังวลในทุกๆเรื่องของชีวิตนั่นเอง ไม่ว่าจะทำอะไรเรานั้นก็จะวิตกกังวลไปทุกเรื่องทำให้การใช้ชีวิตของเรานั้นอาจจะยากลำบากขึ้นด้วยนั่นเอง

เมื่อรู้ตัวแล้วว่าตัวเองนั้นได้พบกับเหตุการณ์ที่ทให้เกิดอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง แต่ยังไม่อยากที่จะเข้าพบแพทย์ในข้างต้นสามารถปฏิบัติตัวให้ปกติได้โดยการ ไม่คิดมากและมองโลกแน่แง่บวกเสมอ ถึงแม้เราอาจจะเพิ่มผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้เรานั้นต้องเจอกับสิ่งที่วิตกกังวลมานั่นเอง เพราะการมองโลกในแงดีและบวกนั้นจะช่วยทำให้นั้นสามารถลดความวิตกกังวลลงได้ด้วย

นอกจากนี้แล้วนั้นการอยู่ห่างจากคนประเภทเดียวกันถือเป็นเรื่องที่ควรทำเพราะยิ่งถ้าหากเรานั้นอยู๋ในกลุ่มคนที่มีความวิตกกังวลเหมือนกัน ความวิตกกัวลนั้นก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวนั่นเอง

ดังนั้นแล้วถ้าหากเรามรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความกังวลกับสิ่งต่างๆรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้คน สภาพแวดล้องหรืออะไรอื่นๆที่ทำให้รู้สึกเกิดอาการเช่นนั้น เราควรที่จะเข้าพบแพทย์หรือหาสิ่งที่สามารถเยียวยาจิตใจในเรื่องที่ทำให้เราวิตกกังวล เพราะถ้าหากไม่มีการพบแพทย์และไม่มีสิ่งเยียวยา อาการวิตกกังวลนี้อาจจะเกิดเป็นโรคเรื้อรังได้ในอนาคตได้  ดังนั้นการเข้าพบแพทย์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นอกจากจะสามารถหายขาดจากโรควืตกกังวลได้แล่ว เรานั้นจะรู้สึกอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้มืหมอนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  กติกาการเล่นหวยมาเลย์

สุขภาพ

การดูแลสุขภาพของมารดาหลังคลอด

หน้าที่ที่สำคัญของการเป็นแม่ นอกจากให้กำเนิดบุตรแล้ว ภายหลังคลอดหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร และการส่งเสริมให้บุตรกินนมแม่แล้ว ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างในช่วงหลังคลอดก็คือการดูแลตนเอง เนื่องจากภายหลังการคลอดแล้วสรีรวิทยาภายในร่างกายก็จะมีการปรับเปลี่ยนไป กว่าจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวได้หรือเข้าสู่ภาวะปกติคือ 6- 8 สัปดาห์ หลังคลอด

  ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของมดลูกหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงของเต้านม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังคลอด หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงของจิตสังคมหลังคลอด หากการดูแลตนเองหลังคลอดไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง ก็จะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพหรือภาะเวี่ยงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจได้ ดังนั้นการดูแลตนเองหลังคลอดที่สำคัญ ดังนี้

1.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลังคลอด เน้นอาหารที่มีโปรตีน อาหารหลักครบ 5 หมู่ เนื่องจาก หลังคลอดการต้องการสารอาหารและพลังงานของทารกมีมาก เพราะแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือเมื่อแม่กินอะไร ลูกก็จะได้กินสิ่งนั้น และเน้นอาหารที่เพิ่มน้ำนม เช่น แกงหัวปลี น้ำขิง หากต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอแล้ว ก็จะไม่มีอาหารแสลงสำหรับแม่หลังคลอด ยกเว้นพวกเครื่องดื่มชา กาแฟ หรือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 

2.การพักผ่อนนอนหลับหลังคลอด อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง จัดสรรเวลาในการดูแลบุตร เช่น ช่วงเช้าเวลาที่ลูกนอน แม่ควรนอนพักด้วย หาคนช่วยเลี้ยงในช่วงกลางวัน 

3.การทำงานในช่วงหลังคลอด ไม่ควรยกของหนัก ให้หลีกเลี่ยงไปก่อน เนื่องจากแม่บางรายอาจมีแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง

4.การมีเพศสัมพันธ์หลังคลอด ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการมาตรวจหลังคลอด ในช่วง 6-8 สัปดาห์ หลังคลอด เนื่องจากการคลอดยังมีแผลเปิดของปากมดลูก เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรสวมถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์

5.การอยู่ไฟหลังคลอด แล้วแต่ความเชื่อของแม่แต่ละคนที่จะอยู่ไฟหรือไม่อยู่ไฟ แต่ไม่ควรอยู่ไฟในช่วง  1 สัปดาห์หลังคลอดในมารดาที่คลอดเองทางช่องคลอด เพราะแผลฝีเย็บยังไม่ดี และไหมที่ใช้เย็บอาจละลายได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังคลอด

6.การบริหารร่างกายหลังคลอด ควรมีการบริหารร่างกายหลังคลอดทันทีที่สามารถทำได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ จะมีท่าในการบริหารเพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังคลอดได้ เช่น กายบริหารที่ช่วยเลี้ยงการหายของแผลฝีเย็บ การส่งเสริมการไหลของน้ำคาวปลา กายบริหารที่ทำให้ช่องคลอดกระชับ เป็นต้น 

7.การมาตรวจหลังคลอดตามนัดในช่วง 6-8 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อประเมินการหายของแผล ฝีเย็บ การ หายของแผลที่โพรงมดลูก การประเมินการเข้าอู่ของมดลูก รวมทั้งการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

8.หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ น้ำคาวปลามีลิ่นเหม็น หรือทารกมีความผิดปกติ สามารถมาพบแพทย์ได้ก่อนนัด 

 

สนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ ราคา

สุขภาพ

การดูแลผิวดำคล้ำเสีย

สาวๆหลายคนอาจจะกำลังพบเจอปัญหายอดฮิตแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ ก็ดูแดดเมืองไทยสิ ร้อนระอุเหมือนอยู่ทะเลทรายเลยทีเดียว ขนาดดูแลผิวอย่างประคบประหงมแล้วก็ยังดำสะงั้น เผลอๆดำกว่าเดิมอีก เห็นไหมล่ะว่าแดดเมืองไทยมันร้ายแรงมากขนาดไหนกับผิวสาวๆอย่างเรา แต่ไม่ใช่สาวๆบางคนนะที่เป็นแบบนื้ เชื่อว่าส่วนมากเลยทีเดียวที่พบเจอปัญหาแบบนี้ เพียงแค่โดนไอจากแสงแดดที่ร้อนระอุนั้น ก็ทำไห้ผิวของเรานั้นคล้ำได้นะ ซึ่งเรียกว่า ดำจากการคล้ำแดดนั่นเอง สาวๆหลายคนคงเซนซิทีฟมากไม่น้อย เรามีวิธีในการดูแลผิวมาฝากสาวๆกันค่ะ ไปดูกันเลย

1.ใส่เสื้อคลุมเมื่อออกไปทำธุระข้างนอก เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะว่าใส่เสื้อคลุมเมื่อออกไปทำธุระข้างนอกนั้นก็ช่วยในระดับหนึ่งเชียวนะเพราะเสื้อมันจะไปคลุมผิวของเราทำไห้เรารู้สึกไม่ร้อนแขนเวลาขับรถหรืออยู่กลางแดดนาน ๆ

2.การใช้ครีมทาผิวที่มีสารกันแดด ข้อนี้สาว ๆ ถึงกับต้องร้องอ๋ออออ ยาวๆกันเลยทีเดียวใช่ไหมล่ะคะ เพราะว่าการทาครีมที่มีสารกันแดดนั้นมันช่วยปกป้องผิวของสาว ๆเป็นอย่างยิ่งเลยนะ ยิ่งถ้าใช้สารกันแดดมี่ SPF++แล้ว ยังทำไห้ผิวป้องกันแสงแดดได้อย่างปลอดภัยอกด้วย รู้อย่างนี้แล้วสาวๆอย่าลืมพกติดตัวกันนะ มีหลายยี่ห้อไห้เลือก สนใจตัวไหนหารายละเอียดไห้ดีก่อนนะคะเพื่อความปลอดภัยต่อผิวสวย ๆของสาว ๆ

3.การขัดผิว การขัดผิวคือการนำสครับต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นสครับโยเกิร์ต สครับกาแฟ หรือสครับนมวัว มาขัดผิว ซึ่งในสครับจะเป็นเหมือนเม็ดทราย ซึ่งถ้านำมาขัดผิดนั้น ก็จะทำไห้ผิวของเราสะอาดสะอ้านน่ามองมาก ๆ ทำไห้ผิวขาวใส เนียน

4.หัวเชื้อ (สำหรับบางคนอาจไม่แนะนำไห้ใช้) การใช้หัวเชื้อเร่งขาวนั้นถ้าจะใช้ต้องเลือกยี่ห้อที่ดีมีคุณภาพ ไม่ใช่ราคาถูก เพราะจะทำผิวของสาว ๆนั้นถูกสะสมโดยสารเคมีต่าง ๆที่เป็นอันตรายต่อผิว ซึ่งข้อนี้แนะนำสำหรับคนที่อยากขาวไว แต่ขอย้ำว่า ต้องเลือกหัวเชื้อที่มีคุณภาพดี น่าเชื่อถือได้

5.อย่าปล่อยไห้ผิวแห้ง ข้อนี้สาว ๆเกือบ 80เปอร์เซ็นต์ คงปล่อยไห้ผิวแห้งกร้าน เวลาสัมผัสคงไม่นุ่มละมุน ข้อนี้คืออย่าปล่อยไห้ผิวแห้ง ไห้เพิ่มความชุ่มชื้นไห้ผิวเสมอโดยการทาครีม

เห็นไหมล่ะว่า แค่วิธีที่ไห้ไปก็อาจจะช่วยสาว ๆที่อยากมีผิวสวยไม่คล้ำแดดได้แล้ว ลองเอาไปใช้กันดูนะ เห็นผลหรือไม่เห็นผลอยู่ที่ตัวของเราเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

สุขภาพ

การเว้นช่องว่างในการเจอกัน

ช่วยกันต้านโควิด-19 ด้วยการเว้นช่องว่างในการเจอกัน ทำตามนโยบายของรัฐอย่างเคร่งครัด 

           ทุกวันนี้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส  โควิด-19มีการขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆจากแต่เดิมมีการติดเชื้อแค่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลแต่ปัจจุบันมีการขยายวงกว้างออกไปตามพื้นที่ต่างจังหวัดต่างๆมากมายหลายจังหวัดซึ่งข้อมูลปัจจุบันล่าสุดพบว่าประเทศไทยของเราที่มีทั้งหมด 76 จังหวัดในตอนนี้มีเพียงแค่ 2 จังหวัดเท่านั้นที่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

  ซึ่งถือได้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลเท่านั้นที่จะต้องแก้ไขปัญหาแต่การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19เป็นปัญหาของประชาชนคนไทยทุกคนที่จะต้องมีการร่วมมือกันเพราะเพียงแค่ลำพังรัฐบาลออกนโยบายมาเท่านั้นจะไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้เลยค่ะ

หากประชาชนทุกคนไม่ให้ความร่วมมือซึ่งในตอนนี้เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19นั้น สามารถแพร่หากันได้ด้วยการสัมผัสของเหลวของคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วนำของเหลวนั้นเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางปากจมูกดวงตาซึ่งของเหลวที่เราจะได้รับจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว

ทำให้เรามีอาการนั้นก็คือของเหลวจากการไอ  จากการตาม    จากน้ำลายเป็นต้น ซึ่งของเหลวเหล่านี้เราสามารถป้องกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายเราได้ด้วยการไม่ไปสัมผัสดังนั้นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลาเมื่อต้องเดินทางออกมานอกบ้านรวมถึงการล้างมือให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอและใช้เจลในการฆ่าเชื้อก่อนที่จะมีการหยิบจับสิ่งของหรือหลังจากติดกับสิ่งของแล้วควรจะล้างมืออีกครั้งหนึ่งนี่คือขั้นตอนเบื้องต้นที่ทุกคนจะต้องมีการดูแลตัวเองแต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะต้องทำเพิ่มเติมนั่น

ก็คือการเว้นช่องว่างในการเจอกัน  เนื่องจากคนไทยเป็นคนที่มี อัธยาศัยดีและมักจะเจอกันก็ยิ้มทักทายกันรวมถึงชักชวนกันจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ซึ่งเหตุผลนี้เองจึงทำให้ต้องมีการรณรงค์ให้เว้นช่องว่างในการเจอกัน  ซึ่งเราสามารถทำได้ง่ายๆด้วยกันงดการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆและช่วงนี้ก็ควรจะทานอาหารคนเดียวไม่ควรนั่งรวมกันเป็นกลุ่ม 

งดการเดินทางมาเรียนหนังสือแล้วเปลี่ยนเป็นการเรียนผ่านทางระบบออนไลน์แทนรวมถึงการซื้อข้าวของเครื่องใช้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคหรือแม้แต่การซื้อหนังสือไม่ควรไปในสถานที่ที่มีการจำหน่ายตรงแต่คุณสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์แทนในช่วงนี้เพื่อลดความแออัดของบุคคลที่จะไปรวมตัวกันตามสถานที่ต่างๆ

และที่สำคัญหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านจริงๆการใช้บริการรถสาธารณะเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดเพราะจะมีการรวมตัวกันระหว่างบุคคลค่อนข้างหนาแน่นดังนั้นหากมีรถยนต์ส่วนตัวให้นำรถยนต์ส่วนตัวออกไปแทนหรือหากไม่มีแนะนำเป็นการนั่งแท็กซี่ไปก่อนชั่วคราวในช่วงนี้แต่ที่ดีที่สุดเลยแต่ยามงดออกนอกบ้านจะดีที่สุด 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

สุขภาพ

วิธีการออกกำลังกายยังไงไม่ให้เกิดอันตรายจากการต้องใส่หน้ากากอนามัย

         หลายคนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการสวมใส่หน้ากากอนามัยในช่วงที่ต้องมีการออกกำลังกายเนื่องจากมีการเผยแพร่จากคุณหมอหลายท่านออกมาบอกว่าการที่เราใส่หน้ากากอนามัยในขณะที่เราออกกำลังกายนั้นจะทำให้ร่างกายเราได้รับอันตรายถึงขั้นอาจจะหมดสติหรืออาจจะทำให้เราเสียชีวิตลงไปก็ได้คุณหมอได้บอกถึงสาเหตุในเรื่องของอันตรายที่เกิดขึ้นว่าการที่เราใส่หน้ากากอนามัยนั้นเวลาที่เราหายใจออกมาช่วงที่เราออกกำลังกายเราจะมีการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาซึ่งโดยปกติแล้วหากเราออกกำลังกายโดยที่ไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเราหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

เราก็จะมีการสูดออกซิเจนเข้าไปซึ่งตรงนี้เองจะเป็นการฟอกปอดให้อากาศในปอดได้รับความสดชื่นแต่ในตอนนี้ที่เราจำเป็นต้องมีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาทำให้หลายคนที่คิดจะออกกำลังกายต่างก็หวาดกลัวว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยขณะที่ออกกำลังกายจะทำให้เราเป็นอันตรายได้ซึ่งคุณหมอยืนยันว่าหากใส่เป็นหน้ากากอนามัยที่เป็นหน้ากากสำหรับใส่ในโรงพยาบาลที่คุณหมอส่วนใหญ่ใส่ในห้องผ่าตัดหรือแม้แต่ใส่หน้ากากอนามัย n95

อันนี้ถือว่าเป็นอันตรายเป็นอย่างมากเนื่องจากหน้ากากอนามัยเหล่านี้จะมีการปิดไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปได้เลยทำให้เวลาที่เราหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเวลาที่เราสูดอากาศเข้าไปก็จะมีการที่เราสูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปอีกเช่นเดียวกันอย่างนั้นอาจจะทำให้หลายคนเกิดภาวะช็อกและหมดสติหรือถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้คุณหมอยังแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่าหากใครก็ตามที่ต้องการจะออกกำลังกายในช่วงนี้ที่ยังคงมีการระบาดของไวรัสกรุณาอยู่นั้น

หากอยากจะออกกำลังกายและต้องการสวมใส่หน้ากากอนามัยด้วยควรเลือกหน้ากากอนามัยที่เป็นหน้ากากอนามัยภาคเพราะหน้ากากอนามัยผ้านั้นจะยังมีช่องให้อากาศเข้าไปได้ทางด้านข้างจึงทำให้ระบบอากาศยังคงหมุนเวียนได้และตัวผ้านั้นมักจะมีรูเล็กๆที่สามารถให้อากาศเข้าไปได้บ้างเล็กน้อยทำให้เวลาที่เราหายใจเราจึงยังสามารถรับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายของเราได้

         แต่อย่างไรก็ดีในช่วงเวลานี้ที่ยังคงมีการระบาดของไวรัสโคโรน่าอยู่หากมีความจำเป็นอยากจะออกกำลังกายจริงๆเราสามารถออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆได้ภายในบ้านพักของเราเองจะเป็นการดีที่สุดยังไม่ควรที่จะออกมาออกกำลังกายบริเวณที่โล่งแจ้งที่มีคนอยู่หนาแน่นเพราะมีความเสี่ยงอย่างมากที่เราอาจจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้เช่นเดียวกัน

 

 

สนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

สุขภาพ

อุทาหรณ์ของคุณแม่เมื่อลูกแพ้อาหารควรใส่ใจกับข้าวที่ซื้อให้ลูกกิน

         ปัจจุบันเด็กที่เกิดใหม่มักจะมีภูมิต้านทานไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นะซึ่งบางคนก็มักจะเป็นโรคแพ้นมวัวบางคนเป็นโรคแพ้ไข่แดงหรือแพ้ไข่ขาวบางคนเป็นโรคแพ้แป้งซึ่งทหารเด็กคนไหนมีอาการแพ้ดังกล่าวแล้วก็จะมาแสดงอาการเมื่อมีการนำอาหารที่มีส่วนผสมเหล่านั้นไปให้กินโดยส่วนใหญ่แล้วการเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการท้ายเหล่านี้

ก็มักจะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องของอาหารการกินโดยเฉพาะเพราะหากเมื่อมีอาการแพ้แสดงขึ้นมาอาจจะทำให้เด็กถึงแก่ความตายได้เนื่องจากอาการแพ้มีความรุนแรงระดับบางครั้งหากกินของที่แพ้ก็ไปอาจจะเป็นแค่ผื่นขึ้นตามตัวเท่านั้นหรือถ้าหากมีความรุนแรงมากๆก็อาจจะทำให้หายใจไม่ออกจนถึงแก่ชีวิตได้อุทาหรณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นกับดาราสาวคนหนึ่งที่มีลูกน้อยวัยกำลังน่ารักน่าชังเลยเธอตรวจสอบพบว่าลูกของเธอนั้นเป็นภูมิแพ้แป้งสาลีดังนั้นเวลาที่เธอซื้ออาหารส่วนใหญ่จะมีการสอบถามกับเจ้าของร้านค้าหรือคนขายทุกครั้งว่าอาหารดังกล่าวนั้น

มีส่วนผสมของแป้งสาลีหรือไม่หรือเธอจะดูสลากทุกครั้งเกี่ยวกับเรื่องของส่วนผสมว่ามีแป้งสาลีหรือไม่ก่อนที่จะนำมาให้ลูกชายของเธอกินซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นอุทาหรณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกชายของเธอชอบกินไก่ทอดเป็นชีวิตจิตใจเธอจึงเห็นว่ามีร้านค้าร้านนึงมีไก่ทอดขายหน้าตาน่ากินเธอจึงได้ทำการซื้อมาให้ลูกชายของเธอกินซึ่งก่อนที่เธอจะซื้อนั้นเธอได้มีการสอบถามกับทางเจ้าของร้านแล้วว่าไก่ทอดนั้นมีส่วนผสมของแป้งสาลีหรือไม่โดยเจ้าของร้านยืนยันเต็มที่เลยว่าไก่ของเขาไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลีแน่นอน

เธอจึงมั่นใจและซื้อไก่กลับมาแล้วนำมาให้ลูกชายของเธอกินหลังจากที่ลูกถึงเธอกินไก่เข้าไปแค่เพียงไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้นก็แสดงอาการแพ้ทันทีโดยมีผื่นขึ้นตามลำตัวเป็นปื้นใหญ่ๆมากมายทำให้เธอรู้สึกเสียใจมากที่เธอซื้อของร้านอาหารมาให้ลูกแล้วทำให้ลูกแสดงอาการแพ้เธอจึงฝากเรื่องนี้เตือนเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่าถึงแม้ว่าเราจะมีการระมัดระวังเป็นอย่างดีสอบถามทางเจ้าของร้านเรียบร้อยแล้วแต่บางครั้งทางเจ้าของร้านก็ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับเราซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่เด็กจะเกิดอันตรายได้หากอาการภูมิแพ้กำเริบ

ดังนั้นหากเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องของเด็กคนไหนที่มีโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับอาหารควรจะให้ผู้ปกครองทำอาหารให้เด็กทานจะดีที่สุดซึ่งเคยมีข่าวมาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับเด็กที่ดึงโรคภูมิแพ้อาหารเหล่านี้ที่ไปกินอาหารที่โรงเรียนแล้วไม่ได้มีการแจ้งกับทางโรงเรียนว่าบุตรหลานมีการแพ้อะไรบ้างทำให้บางครั้งได้กินอาหารที่มีสารที่ทำให้เป็นภูมิแพ้เกิดขึ้นจนเด็กเกิดอาการแพ้และเสียชีวิตในเวลาต่อมาดังนั้นสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำก็คือพยายามดูแลเรื่องของอาหารการกินของลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ลูกลงไปกินอาหารที่มีส่วนผสมที่ลูกของเราแพ้นั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

สุขภาพ

Work from Home ยังไงไม่ให้อ้วน

ช่วงนี้โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ทำให้หลายๆบริษัทให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้านกัน หรือ การ Work from Home 

ทำให้พนักงานออฟฟิศหลายคนต้องมาทำงานที่บ้านแทน โดยไม่ได้ออกเดินทางไปไหน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 แต่การทำงานที่บ้านนี่ละ ก็ต้องระวังนะ หากคุณทำงานไปด้วย กินไปด้วย หรือ เผลอสั่งอาหารมาตุนเยอะเกินไป คุณเองอาจจะกินเยอะขึ้นหรือกินเท่าเดิม แต่ไม่ได้มีการเผาผลาญจากการขยับร่างกายก็ได้นะ  เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูวิธีที่ Work from home ยังไงไม่ให้อ้วนกัน

1.นอนให้พอและตื่นเช้าตามปกติ

การทำงานที่บ้านทำให้คุณไม่ต้องไปเสียเวลากับการเดินทาง รถติดกว่าจะถึงที่ทำงานหรือกลับจากที่ทำงานถึงบ้านคุณ การประหยัดเวลาตรงนี้ ตัวคุณเองควรหันมานอนให้เพียงพอ นอนให้ร่างกายได้ชาร์จแบตเต็มๆ พร้อมที่จะเริ่มทำงานในวันถัดไป และควรจะตื่นเช้าตามปกติ เพื่อให้ร่างกายได้จดจำเวลาและทำให้ตัวเองไม่รู้สึกขี้เกียจจนเกินไป ซึ่งการนอนที่เพียงพอและร่างกายสดชื่นในแต่ละวัน เป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีทีเดียว

2.ขยับหรืออกกำลังกายบ้าง

ทำงานที่บ้านเรานั่งอยู่กับที่นานๆ บางทีร่างกายเราก็เมื่อยและเหนื่อยล้าเช่นกัน คุณแค่ลุกขึ้นมาขยับตัวบาง สัก 10-15 นาที เพื่อลดความตึงเครียดของร่างกาย หรือหากวันไหนคุณทำงานเสร็จในช่วงเวลาของคุณ และไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางกลับบ้านอย่างที่ผ่านมา คุณก็หาเวลาออกกำลังกายเพื่อร่างกายของคุณบ้าง ดีไม่ดีกลับไปที่ออฟฟิศคราวนี้ คุณผอมลงกว่าเดิมแน่นอน

3.ทำอาหารกินเองสิ

คุณไม่ต้องสั่งอาหารจากข้างนอกหรอก เพราะบางทีการสั่งอาหารข้างนอกมากินที่บ้านทำให้คุณ อาจทำให้คุณตบะแตก เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด เพียงแค่คุณลองหันมาเตรียมอาหารและทำเองกินดูสิ อาจจะคุมปริมาณการกินได้ง่ายกว่า แถมได้เลือกอาหารดีๆเข้าร่างกายอีกด้วย และการทำอาหารกินเองทำให้คุณคุมแคลอรี่ในแต่ละมื้อได้ดีอีกด้วย  

4.ไม่ตุนขนมและน้ำหวานนะ!

ทำงานที่บ้านแล้วรู้สึกเหงาปากจัง ไม่รู้จะคุยกับใคร หาอะไรกินดีกว่า…คุณควรจะหยุดความคิด เดี๋ยวนี้ เพราะการที่เหงาและหาอะไรกิน มันเป็นที่มาของการตุนขนมและน้ำหวาน เพราะถ้าคุณเหงาปากคุณคงไม่ลุกไปทำอาหารกิน คุณคงจะหาอะไรง่ายๆเข้าปากเลย ซึ่งของเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ขนม หรือ น้ำหวาน ล้วนเป็นแหล่งของอ้วน เลิกตุนเถอะนะ มันคือแหล่งที่มาของความอ้วน!

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  alpha88