สุขภาพทั่วไป

น้ำอุ่นที่เราควรที่จะกิน  

เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักที่จะไม่กินน้ำอุ่นกันหรอกเพราะว่าต้องที่จะไม่ค่อยสบายหรือว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ให้กินน้ำอุ่นอย่างเช่น  การที่เราไอจนเรารู้สึกว่าอาการเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่ามีอาการเราไม่ไหวแล้วค่อยที่จะไปกินน้ำอุ่นกันนั่นเอง  และเมื่อเรากินน้ำอุ่นแล้วอาการที่เรารู้สึกว่ามีอาการเกี่ยวกับการเจ็บคอก็ค่อยๆที่จะดีขึ้นและก็หายไวหรือว่าเร็วกว่าเก่านั่นเอง  

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่ได้เป็นเป็นอะไรนั้นเราก็จะไม่ค่อยที่จะเลือกทานเพราะว่าเพียงแค่ร้อน  แต่ถ้าเรารู้ว่าการที่เรากินน้ำอุ่นมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากเป็นเรื่องที่ดีนั่นเอง  เพราะว่าการที่เรากินน้ำอุ่นจะช่วยในเรื่องของการไหลเวียนของเลือด  เป็นอย่างดี  เพราะว่าเมือเลือดของเราเกิดอาการเกี่ยวกับการแข็งตัวหรือว่าข้น  การที่เรากินน้ำอุ่นก็จะช่วยได้นั่นเอง  และไม่ทำให้เลือดของเราอุดตัน  

           ส่วนใครที่กำลังที่จะลดน้ำหนัก  การที่เราทานน้ำอุ่นก็จะช่วยได้นั่นเอง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ช่วยให้ไขมันในเส้นเลือดและในการที่เราทานน้ำอุ่นก็ยังเป็นเรื่องที่ช่วยให้ไขมันที่เกาะหรือว่าติดตามร่างกายของเราต้องเข้ามาไหลออกเป็นอย่างดี  เพราะว่าการที่เราทานไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำตาล  แป้ง  และเมื่อเราทานน้ำอุ่นเข้าไปจะช่วยในเรื่องของการขับสิ่งเหล่านี้ออกมา 

และแน่นอนว่าการที่เราทานน้ำอุ่นเป็นเรื่องที่ดีนั่นเอง และเมื่อเราสามารถที่จะทานได้จะช่วยในเรื่องของการขับส่วนต่างที่เป็นไขมันเกาะอยู่ตามร่างกายเป็นไปในทางที่ดีขึ้นนั่นเอง  ส่วนใครที่กำลังคิดแนวในการที่จะลดน้ำหนักก็ลองทาดูเพราะว่าช่วยได้มากเหมือนกัน  

        ช่วยในเรื่องขอผิวพรรณของเราไม่เหี่ยวหรือว่าแก่ง่าย  การที่เราทานน้ำอุ่นก็จะช่วยในเรื่องของการขัดเซลล์ที่ผิวของเรานั่นเองไปกระตุ่นส่วนต่างๆของร่างกายให้เป็นเรื่องของระบบที่ไหลเวียนดีมากขึ้น  และเมื่อเราได้ทานเข้าไปก็จะช่วยในเรื่องนี้นั่นเอง  และเมื่อใครที่กำลังทานอยู่ก็อยากที่จะให้ทานต่อไปเรื่อยๆเพราะว่าจะเห็นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเรานั่นเองที่ดีมากขึ้นเพราะว่าร่างกายของเราจะได้เผาผลาญที่ดีมากยิ่งขึ้นนั่นเอง  

เห็นไหมค่ะว่าการที่เราทานน้ำอุ่นเป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากและเพียงแค่เราทานในช่วงตอนเช้าหรือว่าก่อนนั้นก็จะเป็นเรื่องดีมากขึ้นต่อร่างกายของเรานั่นเอง  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์จ่ายจริงไหม

สุขภาพทั่วไป

การที่เรารักษาฝ้าด้วยสมุนไพร  

ในเมื่อเรานั้นเป็นฝ้านั้นเราต้องการที่จะหายแต่ว่าเรานั้นเลือกที่จะรักษาด้วยสมุนไพรก่อนนั้นเป็นเรื่องที่เพราะว่าการที่เรารักษาฝ้านั้นเราก็ควรที่จะค่อยๆเริ่มเพราะว่าถ้าจะให้เรานั้นไปทำอะไรที่แพงมากนั้นเรานั้นก็ไม่ค่อยที่จะมีเงิน  แต่ว่าในวันนี้เรานั้นจะเอาวิธีในการที่เรานั้นรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรมาฝากเพราะว่าเรานั้นอาจจะหายได้เหมือนกัน

  ดังนั้นการที่เราเป็นฝ้านั้นไม่ใช่เรื่องที่ตลกนะดังนั้นเราก็ควรที่จะเลือกดูแลผิวของเรานั้นด้วยดีกว่าการที่เราเป็นแล้วค่อยที่จะมารักษานั่นเอง

       การที่เรานั้นรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกนั่นเอง  ในการที่เรานั้นเอาน้ำมะขามเปียกที่เรานั้นบีบนั้นไปตั้งไฟอ่อนๆจากนั้นเราก็เอาน้ำผึ้งผสมลงไปด้วยคนให้เป็นเนื้อเดียวกันจากนั้นเราก็รอให้เย็นแล้วเอามาพอกที่หน้าของเรานั้นทุกวันอย่างน้อยวันละ หนึ่งชั่วโมงการที่เราทำอย่างนี้นั้นได้นั้นจะทำให้เราเป็นฝ้าที่น้อยลง  และใบหน้าของเรานั้นจะเนียนใสอีกด้วย  

      รักษาฝ้าด้วยข้าวโอ๊ต มะม่วงหิมพานต์    เริ่มจากที่เรานั้นเอาข้าวโอ๊ตของเรานั้นนำมาบดให้ละเอียดจากนั้นเราก็เอามะม่วงหิมพานต์นั้นมาบดเหมือนกันแต่ว่าในอัตราในการผสมนั้นต้องเท่ากันอย่างละหนึ่งส่วนนั่นเอง  เมื่อเรานั้นบดละคนให้เข้ากันแล้วก็นำมามาผอกเอาไว้ที่หน้าของเรานั้นทุกวันอย่างนั้นวันละสิบนาท จากนั้นเราก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพราะว่าวิธีนี้จะช่วยในเรื่องของฝ้าของเรานั้นค่อยๆจางหายไปนั่นเอง  

      รักษาฝ้าด้วยผักบด    ด้วยการที่เรานั้นต้องเตรียมของอย่างเช่น มะเขือเทศ  อะโวคาโด   แตงกวา  และก็แครอท  จากนั้นเราก็น้ำมาบอให้ละเอียด  โดยทั้งหมด  เมื่อเรานั้นบดทุกอย่างละเอียดแล้วจากนั้นเราก็นำมาผสมกับนมผง  จากนั้นเราก็คนให้เข้ากันและก็นำมาพอกที่หน้า  โดยที่เรานั้นต้องทิ้งเอาไว้สัก 15-20 นาที  จากนั้นเราก็ล้างออกด้วยสะอาดนั่นเอง  สูตรนี้สามารถที่จะทำให้ผิวของเรานั้นขาวได้และสามารถที่จะได้ทุกสภาพผิวนั่นเอง  

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการที่เรานั้นจะออกไปไหนนั้นเราก็ควรที่จะทาครีมกันแดดออกไปด้วยเพราะว่าจะช่วยในเรื่องของการที่ไม่ทำให้เรานั้นเกิดฝ้านั่นเองเพราะว่าสภาพของผิวเรานั้นไม่ควรที่จะเกิดฝ้า  ดังนั้นการที่เราเป็นฝ้ากระที่จะดูแล ผิวหน้าของเรานั่นเองเพราะว่าการที่เรานั้นมีผิวที่สวยใสไร้ฝ้านั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก  

 

สนับสนุนโดย  หวยจับยี่กี

สุขภาพทั่วไป

ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตมสารให้ความหวาน

ในปัจจุบันมีการพัฒนาสารบางอย่างขึ้นมาเพื่อทดแทนน้ำตาล เพราะคนปัจจุบันนี้ได้เป็นโลกอ้วนกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นทางเลือกสุขภาพก็ต้องมีมากขึ้น ด้วยคนส่วนใหญ่มักจะชอบทานของหวาน หรืออาหารคาวบางอย่างนั้นก็มักจะปรุงด้วยรสหวานเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น คนไทยนี่แหละ สังเกตได้ว่าอาหารที่ขายตามท้องตลาด

มักจะเน้นรสชาติไปทางหวานเป็นหลัก ซึ่งความหวานนั้น ไม่ได้ส่งผลทำให้เกิดโรคอ้วนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ดันมีผลต่อโรคอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันเลือด ที่จำต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดให้คงที่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้ตอนนี้มีสารให้ความหวานที่ปลอดภัยใช้กันอย่างล้นหลาม ทั้งเป็นช่องทางของผู้รักสุขภาพแล้วก็ควบคุมน้ำหนัก วันนี้เราจะมาพูดถึง แอสปาร์แตมกัน

แอสปาร์แตม ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Aspartame คืออะไร

แอสปาร์แตมสร้างขึ้นจากสารแคมี หรือเรียกว่าการสังเคราะห์สารใหม่ขึ้นมา สามารถให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ จึงนิยมนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพต่างๆ โดยแอสปาร์แตมจะให้ความหวานกว่าหลายเท่า และมีรสชาติที่เหมือนกับน้ำตาล แต่ว่าจะมีรสขมนิดหน่อยภายหลังจากที่รับประทานเข้าไปแล้ว

แต่แอสปาร์แตมนั้นไม่ทำให้ฟันผุ และไม่มีผลต่อน้ำตาลในเลือดด้วย ก็เลยเป็นที่ชื่นชอบอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตเครื่องดื่มโดยเฉพาะน้ำอัดลม เพราะถึงแม้แอสปาร์แตมนั้นจะให้ความหวาน แต่เมื่อทานเข้าไปแล้วจะเป็น 0 แคล ก็เลยไม่เป็นผลทำให้น้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง

ส่วนจุดอ่อนของแอสปาร์แตมคงเป็นในเรื่องขององค์ประกอบ แอสปาร์แตมจะไม่ทนต่อความร้อนสูง ก็เลยไม่ดีแน่ๆ หากใช้ทำอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆ และไม่ควรจะเก็บไว้นาน นอกจากนั้น การบริโภคในจำนวนมากบางทีอาจกำเนิดเป็นสารเคมีหลงเหลือ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากแอสปาร์แตมมีสารเคมี 3 จำพวก ได้แก่ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน แล้วก็เมธานอล 

ถ้าเกิดร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้มากเกินไปที่จะกำจัดได้หมด จะทำให้ตกค้างหลงเหลืออยู่ในร่างกาย จนถึงบางทีอาจเข้าไปทำลายเยื่อ รวมทั้งทำให้ DNA ภายในร่างกายได้รับความทรุดโทรม จนถึงขั้นที่อาจปรับปรุงเปลี่ยนเป็นความแตกต่างจากปกติของเซลล์แล้วก็เป็นโรคโรคมะเร็งในท้ายที่สุด 

หฆ แต่ก็อย่างที่เราทราบกันมาตลอดว่าอะไรที่พอดี มักจะเป็นประโยชน์ แต่อะไรที่มากเกินไปนั้นมักจะให้โทษมากกว่า ดังนั้นการใช้แอสปาร์แตม หรือทานอะไรที่มีแอสปาร์แตมก็ควรจะเป็นไปในทางที่พอดี ไม่มากเกินไป เพราะจะก่อโทษให้มากกว่าประโยชน์ โดยอาจจะเสี่ยงเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งได้ ทุกคนจึงไม่ควรบริภาคมากเกินไป เพียงเพราะคิดว่ามันดีต่อสุขภาพ

 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

สุขภาพทั่วไป

ความดันจะกลายเป็นปกติ หนึ่งในข้อดีของการเลิกบุหรี่

สิ่งที่คนยังคงไม่เข้าใจมากๆเกี่ยวกับความดัน นั่นก็คือเรื่องความดัน ที่เป็นความดันนะ ไม่ใช่การไหลเวียนเลือด หรือการทำงานของหัวใจ เพราะพวกนั้นถูกทำให้หายไปตั้งแต่วันแรกๆของการเลิกบุหรี่แล้วล่ะ แต่ว่าเรื่องความดันนั้นแตกต่างกันไป ความดันนั้นจะผิดปกติเป็นเวลานานกว่ามาก เพราะว่าจากนิโคตินที่ได้จากการสูบบุหรี่นั้น ได้ทำให้ระบบต่างๆในร่างกายผิดปกติมานานมากๆแล้ว

แล้วกว่าทุกส่วนจะกลับมาทำงานปกติได้ ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่านั้น เป็นการบูรณะครั้งใหญ่ของร่างกาย เลยทำให้ความดันในร่างกายนั้นจะผิดปกติอยู่ตลอดๆ แล้วจะค่อยๆลดลงจนกว่าจะครบหนึ่งสัปดาห์จนกลายเป็นปกติ

หนึ่งสัปดาห์ที่รอคอยนั้นจะไม่ได้รู้สึกตัวสักเท่าไหร่ที่ความดันนั้นจะค่อยหายไป แต่พนันได้เลยว่าถ้าไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล จะเห็นความดันของตัวเองที่เป็นปกติเหมือนคนที่ไม่สูบบุหรี่นั้นเอง การที่มีความดันที่ผิดปกติอยู่ตลอดนั้น เป็นอันตรายต่อร่างกายมากๆ เพราะความดันเป็นทั้งสาเหตุของโรคต่างๆในร่างกายหลายต่อหลายโรค แต่ละโรคนั้นก็ทำให้ถึงตายได้เลย เรียกได้ว่าความดันนั้นมีความสัมพันธุ์ต่อการมีชีวิตมากๆ

เหมือนกับท่อน้ำ ถ้าความดันสูงกว่าสเปคของท่อน้ำมากๆ เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ท่อน้ำแตกได้ในสักวัน นั้นก็เป็นเหมือนร่างกายที่จะพังได้ในสักวัน ความดันมีอันตรายสูงตรงที่ มันอาจจะเกิดขึ้นทันทีทันใดในตอนที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แล้วนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลยที่มันเกิดขึ้น ความดันนั้นเป็นสิ่งที่ต้องนำออกไปให้พ้นๆร่างกายเรามากที่สุด

ตัวผมเองเป็นคนที่ได้รู้จักกับคนที่เสียชีวิตหรือล้มป่วยกระทันหันหลายรายต่อหลายรายมากกว่าพวกที่ป่วยด้วยโรคอื่นรวมกันเสียอีก เป็นเรื่องที่อันตรายอันดับต้นๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่คนหลงลืมแล้วก็ไปสนใจแต่เรื่องโรคภัยอื่นๆที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ช้ากว่าและยากกว่าความดัน ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดที่ได้สูบบุหรี่เข้าไปเลยล่ะ

ทุกวันนี้คนสูบบุหรี่มากมายขนาดไหน แล้วความดันที่เกิดขึ้นในตัวที่มากขึ้นจากตัวทุกคน อาจจะทำให้ท่อทั้งโลกระเบิดไปแล้วก็ได้นะ แล้วก็เป็นอะไรที่ตลกดี ที่ใครๆก็ยังไม่มองเห็นถึงจุดนี้สักเท่าไร แล้วเมื่อไหร่ที่มันเกิดขึ้นจากเพราะความดัน เราก็แทบจะเพิ่งมาเข้าใจถึงความอันตรายสูงสุดของคำว่าความดัน แล้วที่อันตรายมากกว่านั้น

ถ้าเป็นโรคความดันขึ้นเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นโรคที่สามารถตัดต่อทางพันธุกรรมได้แล้วนะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์

สุขภาพทั่วไป

โรคเอดส์มีการติดต่อได้ทางใดบ้าง

สำหรับการติดเชื้อนั้นสามารถติดได้จากการร่วมเพศ สำหรับในไทยระหว่างชายกับหญิงเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มที่ใช้สารเสพติดรวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรก็คือเด็กที่ติดเชื้อโรคจากแม่ เพราะว่าในช่วงเวลาที่แม่ตั้งครรภ์มีการติดเชื้อโรค HIVอยู่แล้วและไม่ได้รับการฝากครรภ์หรือว่ามาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นๆ ไม่ได้รับการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หรือถึงแม้ว่ามาฝากครรภ์แล้วก็มีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกก็ไม่สามารถที่จะป้องกันได้100% ซึ่งก็ยังมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้

ปัจจัยและก็สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรค

การร่วมเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และก็มีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหลายๆคนด้วยกัน แล้วก็อย่างแม่บ้าน ถึงแม้ว่าไม่ได้ไปร่วมเพศกับชายอื่นเลย แต่ว่าสามีบางทีอาจไปนำเชื้อมาให้ได้

อาการแสดงของโรคเอดส์มีกี่ระยะ อะไรบ้าง

ช่วงแรกสุดเลยก็คือ ภายหลังจากติดเชื้อโรคมาใหม่ๆ2-4 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนที่รับเชื้อมาใหม่ๆจะมีลักษณะอาการเหมือนไข้หวัดร่วมกับมีผื่นแดงเกือบจะทั่วตัว มีเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งโดยมากจะไม่พบผู้ป่วยตอนนี้ เนื่องจากอาการต่างๆพวกนี้จะหายไปได้เองโดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนก็จะไปซื้อยารับประทานเอง

หรือไม่ก็ไปรักษาตามคลินิก ถ้าหากไม่ได้ซักประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือผู้ป่วยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนจะไม่สบายก็จะไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยในเวลานี้ได้ ส่วนในระยะถัดไปผู้ป่วยก็จะอยู่ในระยะที่ไม่มีอาการแต่ว่าระดับของภูมิต้านทานก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ในคนไทยมีผู้ศึกษาแล้วเฉลี่ยว่าหลังจากได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิต้านทานต่ำจนถึงระดับอันตรายซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มีช่วงเวลาโดยประมาณ 5-6 ปี ซึ่งระยะนั้นผู้ป่วยก็จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆได้ ที่พบได้บ่อยมากก็คือวัณโรค ปอดอักเสบจากเชื้อรา แล้วก็เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา

หากสงสัยว่าได้รับเชื้อการตรวจเลือดในระยะต้นจะทราบหรือไม่

สำหรับช่วงแรกสุดหลังจากที่ได้รับเชื้อมาใหม่ๆ การตรวจโดยวิธีธรรมดาบางทีอาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวสำหรับในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวกเพราะฉะนั้นถ้าเกิดในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ ก็ควรจะตรวจซ้ำในระยะเวลาต่อมา โดยปกติคนเจ็บเกือบจะทั้งหมดโดยประมาณ 95 % จะส่งผลเลือดเป็นบวกหลังจากที่ได้รับเชื้อมา เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะส่งผลเลือดเป็นลบอยู่ แล้วก็ถ้าหากติดตามไปถึงหนึ่งปีอีกทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อโรค

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ล้างจมูก ควรล้างเมื่อใด

เมื่อใดที่คุณควรล้างจมูก

คุณควรจะล้างจมูกบ่อยๆ ขั้นต่ำ 2 ครั้งช่วงเวลาเช้าและก็ก่อนนอน หรือเมื่อมีลักษณะอาการดังนี้

1. เมื่อคุณมีความรู้สึกคัดเลือกแน่นจมูก

2. มีน้ำมูกหนียวข้นค้างอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัส

3. ก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูก

4. มีความคิดว่ามีกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากไซนัส

ผลกระทบจากการล้างจมูก
ผลกระทบจากการ ล้างจมูก พบมากที่สุดในอาการดังนี้

1. ปวดหู

2. คลื่นไส้อาเจียน อ้วก

3. หูอื้อ

4. ไอ

5. แสบจมูก
บางรายมีลักษณะหูอื้อภายหลังล้างจมูก เพราะบางทีอาจฉีดแรงเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้จมูกอักเสบ หรือเลือดกำเดาไหล แม้กระนั้นอาการดังกล่าวก็เจอในส่วนน้อย

เพราะฉะนั้นเราควรจะล้างจมูกอย่างถูกต้อง แม้สงสัยเรื่องของกรรมวิธีล้างจมูก ควรจะขอคำแนะนำจากหมอหรือพยาบาล เพื่อขอคำแนะนำ

คนใดกันบ้างที่ไม่สมควรล้างจมูก ?
คนที่ไม่สมควรล้างจมูก เป็น คนที่มีลักษณะอาการทางระบบประสาทหรือกล้ามที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสำลัก และผู้ทำการผ่าตัด หรือประสบอุบัติเหตุที่ใบหน้า

คำแนะนำข้อควรไตร่ตรองสำหรับเพื่อการล้างจมูก คือ ควรจะล้างจมูกก่อนที่จะกินอาหาร หรือ ท้องว่าง เพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดการอ้วก ภายหลังจากฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกให้รีบสั่งขี้มูกออกในทันที เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เพื่อสำหรับการล้างจมูกจะต้องสะอาด มิเช่นนั้นจะก่อให้มีการติดเชื้อโรคได้

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

พลาสเตอร์ยาใช้ให้ถูกวิธี

หนึ่งสิ่งที่ต้องมีประจำบ้าน หรือร้านสะดวกซื้อ หรือการพกติดตัวคงหนีไม่พ้นพลาสเตอร์ยา เพราะหากมีอุบัติเหตุ จนเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถใช้เพื่อปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคและมีสรรพคุณที่ช่วยสมานแผลได้ พลาสเตอร์ยานั้น ทั้งสะดวก หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบนด์ให้เลือกซื้ออีกทั้งสีสันรูปแบบทั้งแบบดั้งเดิมและมีสีสันลวดลายสวยงามต่างๆ ที่กล่าวมานี้ อย่าพึ่งคิดนะว่าพลาสเตอร์ยาสามารถรักษาได้ทุกบาดแผล เพราะมันมีข้อพิจารณาใช้ และความเหมาะสมในการใช้ หากใช้ผิดๆ ก็แย่ได้เช่นกัน

ใช้พลาสเตอร์ยาอย่างไรให้แผลหายดี ?

สิ่งที่ควรพิจารณาว่าจะใช้พลาสเตอร์ยาปิดแผลดีหรือไม่นั้น คือ สภาพบาดแผล หากพบว่าเป็น
– บาดแผลที่มีขนาดใหญ่
– บาดแผลนั้นลึก
หากเป็นบาดแผลขนาดใหญ่หรือลึกไม่ควรที่จะเลือกซื้อพลาสเตอร์ยามาใช้เพื่อรักษาแผล แต่หาก
– บาดแผลเล็กๆ ไม่ได้เป็นบาดแผลที่ลึกอะไร เช่น มีดบาดแผลมีขนาดเล็กไม่ลึก ก็สามารถใช้ได้

ควรเลือกลักษณะแบบมีรูปพรุนสามารถระบายอากาศได้ดีจะเป็นผ้าหรือพลาสติกก็ได้ สำหรับบาดแผลที่อยู่ในบริเวณที่มีขนมาก แนะนำให้เลือกใช้แบบพลาสติก เพราะจะไม่ทำให้พลาสเตอร์ติดแน่น และทั้งนี้ก่อนจะรักษาแผลด้วยการใช้พลาสเตอร์ยา สิ่งที่ควรทำสิ่งแลกหลังจากเกิดบาดแผล คือ ทำความสะอาดแผลให้สะอาดจะช่วยลดโอกาสการที่แผลจะติดเชื้อได้ จากนั้นก็ทายาเพื่อรักษาแผล ในกรณีที่คุณไม่ทำความสะอาดและทายาให้ดีเชื้อโรคที่อยู่ในบาดแผลจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว อาจทำให้บาดแผลติดเชื้อลุกลาม การใช้พลาสเตอร์ยาเพื่อปิดบาแผล ควรจะอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรปิดบาแผลด้วยพลาสเตอร์เป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้แผลแห้งช้า ควรเปิดให้บาดแผลให้สัมผัสกับอากาศเพื่อทำให้บาดแผลแห้งได้เร็วขึ้น สำหรับพลาสเตอร์ยาที่ใช้แล้ว ห้ามนำกลับมาใช้อีกครั้ง ทุกครั้งที่ใช้เสร็จแล้วให้ทิ้งทันที

ข้อห้ามของพลาสเตอร์ยา !!!!
ถึงแม้พลาสเตอร์ยาจะมีข้อดี สะดวกต่อการใช้งาน และหาซื้อง่าย แต่หากใช้พลาสเตอร์ยาแบบผิดวิธีก็อาจทำให้แผลติดเชื้อและเกิดแผลเน่าได้ โดยพลาสเตอร์ยามีข้อควระวังและห้ามดังต่อไปนี้

– ห้ามใช้ปิดบาดแผลเป็นระยะเวลานาน เพราะจะทำให้บาดแผลไม่แห้งและสมานได้ช้า
– ห้ามโดนน้ำ เพราะการที่เป็นแผลและใช้พลาสเตอร์ยาปิดบาดแผลแล้วโดนน้ำ จะทำให้เกิดความชื้นสะสมในแผล ทำให้แผลเน่า ยิ่งถ้าเป็นน้ำที่ไม่สะอาดก็จะติดเชื้อลุกลามบาดแผล
– แกะพลาสเตอร์ยาออกควรใช้ความระมัดระวัง และแกะอย่างเบามือที่สุด เพราะอาจทำให้บาดแผลอักเสบเพิ่มขึ้นได้อีก

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เส้นเลือดสมองตีบ ภัยร้าย ภัยเงียบ

เส้นเลือดในสมองตีบ คืออะไร?

เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดระหว่างที่เลือดกำลังไหลไปตามกระแสเลือดเข้าสู่สมอง หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมอง หรือก่อให้เกิดการตีบของเส้นเลือดในสมองจนบางครั้งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทั้งนี้ยังพบอาการอื่นๆ อีก เช่น ทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือด หรือเส้นเลือดมีความตีบแคบลง มีความยืดหยุ่น และทำให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพลดลง เหมือนท่อน้ำที่ตันจากเศษอาหาร

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ

– อายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพลงของหลอดเลือดไปด้วย โดยผิวชั้นในของผนังหลอดเลือดด้านในอาจจะหนา หรืออาจจะแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันไปสะสม หรือหินปูนมาเกาะ ทำให้รูในเส้นเลือดแคบลง เลือดก็ไหลเวียนได้น้อยลง

– เพศชาย มีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รวมไปถึงโรคในตระกูลหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิง

– พบภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ทำให้อาจจะมีความเสี่ยงของการที่เม็ดเลือดจับตัวกัน หรืออาจเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

– ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ

– เบาหวาน การที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานอยู่แล้วย่อมเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดอาการหลอดเลือดแข็งที่สมอง ก็จะมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอื่นๆ มากกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า

– ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยที่สำคัญของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ เพราะอยู่ในภาวะไขมันสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดมากเกินไป จนทำให้เข้าไปกีดขวางการลำเลียงเลือดเข้าสู่สมอง

– โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือด และอาจเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง จนทำให้สมองขาดเลือดได้

– สูบบุหรี่ เพราะนิโคติน และคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง เป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว เพียงแค่สูบบุหรี่ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5 %

– ยาคุมกำเนิด ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นเวลาติดต่อกัน อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิด

– โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของอาการหลอดเลือดอักเสบ และหลอดเลือดแข็ง

– ขาดการออกกำลังกายอย่างพอเพียง และเหมาะสม

สัญญาณอันตราย “เส้นเลือดในสมองตีบ”

บางครั้งจะพบอาการชา หรือมีอาการอ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณทั้งแขนกับขาไปครึ่งซีกของร่างกาย อาจจะมีอาการร่วมด้วย คือ พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ หรือน้ำลายไหล กลืนลำบาก ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน เดินเซ ทรงตัวลำบาก อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ ทั้งนี้อาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนบางครั้งทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นคุณควรที่จะลองสังเกตอาการของคุณเองบ้าง หากพบว่าอาการต่างๆ ตามที่กล่าวมาเพียงครั้งเดียวแสดงว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายแล้ว ควรรีบที่จะเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที ซึ่งถึงแม้ว่าอาการของโรคอาจไม่ถึงชีวิต แต่ก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกัน

การรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

ในการรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ทางการแพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดมาให้ผู้ป่วยทานก่อน เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทานยาสลายลิ่มเลือดจะให้ผลดีกับผู้ป่วยที่เริ่มเป็นเบื้องต้นแล้วรีบมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คือ ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ซึ่งหากเกินกว่านี้อาจถึงขั้นที่เส้นเลือดในสมองปริ เสี่ยงที่จะแตกจนเลือดออก หากเป็นอาการแบบนี้แพทย์อาจจะพิจารณาไปถึงการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต

วิธีป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดอาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต ปริมาณไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา
  • ควบคุมอาหาร โดยลดอาหารรสเค็ม หวาน และมัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ และอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง
  • งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • หากมีอาการตามที่กล่าวเอาไว้ใน “สัญญาณอันตราย เส้นเลือดในสมองตีบ” ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ดูแลบ้านอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้

เรามักจะดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษเมื่อต้องออกนอกบ้าน เดี๋ยวนี้เราใส่หน้ากากอนามัยกันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน พื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะสารก่อภูมิแพ้รอเราอยู่ที่บ้านนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลง สัตว์เลี้ยง แล้วจะมี วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้ อย่างไรได้บ้าง

โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าไปในร่างกาย ทำให้มีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นคันแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก

สาเหตุของภูมิแพ้
พันธุกรรม ภูมิแพ้ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถ้ามีพ่อและแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ก็มีโอกาสที่ลูกๆ จะมีอาการภูมิแพ้ได้เช่นกัน

สภาพแวดล้อม อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือ สภาพแวดล้อม หรือจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์ ละอองเกสร เชื้อรา

สารก่อภูมิแพ้ในบ้าน

  • สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) คือ สารที่เมื่อร่างกายบางคนได้รับแล้ว อาจโดยการสัมผัสกับผิวหนัง หาย ใจ ได้กลิ่น หรือเข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย ก่อให้ร่างกายเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในบ้าน มีอะไรบ้าง

 

  • เชื้อรา สามารถพบได้ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน เชื้อราในบ้านมักพบที่บริเวณมืดๆ มีความชื้น เช่นห้องน้ำ ห้องครัว เมื่อหายใจเอาสปอร์ของราเข้าไป ก็จะเกิดอาการคัดจมูก เนื่องจากสปอร์มีขนาดเล็กมาก มันอาจจะเล็ดรอดเข้าในปอดทำให้เกิดโรคหอบหืด

 

  • ไรฝุ่น เป็นแมลงขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปะปนอยู่กับฝุ่นตามพื้นบ้าน ห้องนอน ที่นอน หมอน พรม เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ไรฝุ่น ชอบอาศัยในที่อับชื้น และอบอุ่น มูลของไรฝุ่นสามารถฟุ้งกระจายได้ง่าย และลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราในขณะนอนหลับ เป็นสาเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้

 

  • แมลง เศษแมลงในบ้านรวมทั้งแมลงสาบ อาจเข้าร่างกายคนโดยการสูดหายใจเข้าไป ซึ่งมักก่อโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้

 

  • สัตว์เลี้ยง หลายคนคิดว่าแพ้เศษขนจาก ขนสัตว์เลี้ยง เช่น ขนสุนัข ขนแมว แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ คือ โปรตีนที่อยู่ในเศษขี้ไคล น้ำลายและฉี่ ซึ่งสัตว์เลี้ยงหลายชนิดมีโปรตีนเหล่านี้ ทำให้หลายคนมีอาการภูมิแพ้หลังจากจับ หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยง

 

  • ละอองเกสรจากหญ้า และวัชพืช
    บ้านที่มีสวน ปลูกต้นไม้ไว้ อาจจะเป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ได้ หากแพ้ละอองเกสรจากพืช เพราะโดยปกติละอองเกสรจะลอยอยู่ในอากาศนอกบ้าน แล้วถูกลมพัดมาติดตามมุ้งลวดหน้าต่าง หรือเข้ามาในบ้าน

วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้

  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ไม่มีขา มีบานเปิด-ปิดได้ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไม่มีขา เพราะถ้าตู้ เตียง วางแนบสนิทกับพื้นจะช่วยลดปัญหาฝุ่นสะสมได้ แต่ถ้าอยากได้เฟอร์นิเจอร์ แบบขาลอย ควรมีขาสูงพอให้อุปกรณ์ดูดฝุ่น หรือไม้ม็อบยื่นเข้าไปทำความสะอาดใต้เฟอร์ฯ ได้ ตู้เก็บของหรือตู้โชว์ควรเป็นแบบที่มีบานปิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองเข้าไปจับตามสิ่งของที่วางบนชั้น

 

  • เลี่ยงการใช้พรมจัดบ้าน พรม มักได้รับความนิยมในประเทศเมืองหนาว เพราะช่วยให้พื้นอบอุ่นขึ้นได้ แต่สำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเราไม่จำเป็นต้องปูพรมในบ้าน เพราะนอกจากจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศแล้ว พรม ยังเป็นที่สะสมฝุ่นละออง ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ด้วย แต่ถ้าอยากแต่งห้องด้วยพรม อาจจะเลือกใช้ในพรมในห้องที่ติดแอร์ แล้วก็ต้องหมั่นซัก ดูดฝุ่น ทำความสะอาดเป็นประจำ

 

  • จัดบ้านให้แสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคได้บางส่วน แล้วยังช่วยให้บ้านไม่อับชื้น จึงควรมีหน้าต่างที่เปิดม่านให้แสงแดดส่องเข้ามาด้วย ไม่ควรจัดของ หรือเฟอร์นิเจอร์ให้บังหน้าต่าง และอาจจะเปิดหน้าต่างให้อากาศในห้องได้ถ่ายเท ได้ระบายบ้าง

 

  • เลือกใช้ผ้าม่าน ปลอกโซฟาซักได้ ผ้าม่าน และโซฟาเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อาจจะลำบากในการทำความสะอาด หลายบ้านจึงไม่ยอมทำความสะอาด ซึ่งทำให้เป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ในบ้านได้ วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้ คือควรเลือกโซฟาที่มีปลอกสามารถถอดออกมาซักได้ ส่วนผ้าม่านถ้าไม่อยากเอามาซัก อาจจะเลือกม่านแบบมูลี่ที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายแทน

 

  • เลือกที่นอนวัสดุสังเคราะห์ ที่นอนควรจะเปลี่ยนเป็นที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ควรใช้นุ่น ฟองน้ำ ขนนก ผ้าขนสัตว์ ผ้าสำลี นุ่น อาจจะทำให้เกิดสะสมสารก่อภูมิแพ้ และฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งเมื่อสูดดมเข้าไป อาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้

 

  • ไม่สะสมของที่เก็บฝุ่น สิ่งของที่มีขนฟู เช่น พรมปูพื้น ตุ๊กตา หรือพวกข้าวของที่มีขน ถือเป็นแหล่งเก็บฝุ่นชั้นดี ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันการกักเก็บฝุ่น หรืออาจจะเลือกเป็นแบบขนสั้นแทน เพราะจะช่วยลดการเก็บฝุ่นได้มากกว่า และสามารถทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

  • จัดโซนสำหรับสัตว์เลี้ยง ถ้าแพ้ขนแมว ขนสุนัข ขนสัตว์ ต้องจัดที่ให้อยู่เฉพาะ ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นไปทั่ว หรือมานอนด้วยในห้องนอน

 

  • ซักที่นอน หมอน ม่าน อย่าให้ฝุ่นจับ เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย เชื้อโรค เหงื่อ และเซลล์ผิวหนังที่หลุดล่วง ทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี จึงควรดูแลให้สะอาดปราศจากฝุ่นอยู่เสมอ ควรซักด้วยเครื่องซักผ้าโดยเลือกโหมดน้ำร้อน ด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 55 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่สามารถฆ่าไรฝุ่นได้

 

  • ล้างแอร์เป็นประจำ การให้ช่างมาล้างแอร์ปีละ 1-2 ครั้งนั้นคงไม่เพียงพอ แต่ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรอง หรือ ฟิลเตอร์เป็นประจำทุก 1-2 เดือน ซึ่งสามารถทำได้เอง ไม่ต้องเรียกช่าง ส่วนพัดลมที่มักมีฝุ่นเกาะตรงตะแกรง และใบพัดก็ควรล้างบ่อยๆ

 

  • ใช้เครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องกรองอากาศ เครื่องรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบดักจับสิ่งแปลกปลอมในอากาศที่ละเอียดขึ้น สามารถช่วยให้ผู้ป่วยหอบ มีแพ้ละอองเกสรของหญ้า หรือต้นไม้อื่นๆ มีอาการน้อยลงได้
สุขภาพทั่วไป

สมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS 

ขอแนะนำสมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS เชื่อได้ว่าถ้าคุณได้รู้จักรับรองว่าติดใจอย่างแน่นอน

ตับเป็นอวัยวะที่เรียบว่าเหมือนเป็นลูกพี่ของอวัยวะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตับนั้นมีความแข็งแรงมาก และตับยังเป็นเหมือนอับผู้อวุโสอีกด้วย เพราะการทำงานของตับทำไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าร่างกายของเราจะตายลงไป เพราะตับจะทำงานตลอดอายุไขของเรา

ถ้าจะว่ากันถึงเรื่องหน้าที่ของตับอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เพราะว่าตับนั้นทำงานได้หลายหน้าที่มาก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างที่ตับจะต้องสร้างสารที่จำเป็นต่อร่างกายออกมาจากอาหารที่เรากินเข้าไป การซ่อมแซมตับจำต้องนำสารอาหารที่สกัดออกมาค่อยส่งไปให้อวัยวะต่างๆของร่างกายที่มีปัญหาอยากได้สารอันไหนก็ส่งอันนั้นไป

เพื่อเป็นการซ่อมแซมส่วนต่างๆ การควบคุม ตับจะต้องค่อยควบคุมดูว่าอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วสกัดเอาสารสำคัญออกมานั้นเป็นปริมาณที่มากเกินไปแล้วหรือยัง ถ้ามากเกินไปแล้ว ก็จะทำอีกหน้าที่หนึ่งนั้นคือ การเก็บกัก คือ การนำสารที่สำคัญนั้นกักเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน คือเหมือนจำเป็นต้องใช้สารตัวไหนก็จะหยิบมาใช้ได้ และ สุดท้ายคือการขับออก ตับจะต้องค่อยดูว่าสารอาหารที่เข้ามาสู่ร่างกายของตับนั้น มีอะไรที่เป็นพิษกับร่างกายของเราหรือเปล่า

ถ้าตัวไหนเป็นอันตรายมากเกินไปตับก็จะขับสารตัวนั้นออกในรูปแบบของการปัสสวะออกไปจากร่างการ เห็นไหมว่าตับนั้นสมควรถูกเรียกว่าลูกผู้ หรือ ผู้อวุโสหรือเปล่า เพราะตับนั้นทำงานมากกว่าอวัยวะใดๆ ของร่างการเราอีก และ การทำงานเป็นการทำงานที่ไม่มีวันหยุดพักอย่างเช่น ตา ของเรา เรายังสามารถพักสายตาโดยการหลับตาลง หรือ ปากของเรา เราจะหยุดปากได้คือหุบปากลงไม่ต้องพูดหรือหาอะไรมากิน แต่ ตับของเรานั้นไม่สามารถจะหยุดการทำงานได้เลยเพราะถึงหยุดการสกัดสารอาหารก็ยังมีหน้าที่อื่นเช่นการไหลผ่านเลือดของเราอีกต่างหาก