สุขภาพ

อุทาหรณ์ของคุณแม่เมื่อลูกแพ้อาหารควรใส่ใจกับข้าวที่ซื้อให้ลูกกิน

         ปัจจุบันเด็กที่เกิดใหม่มักจะมีภูมิต้านทานไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นะซึ่งบางคนก็มักจะเป็นโรคแพ้นมวัวบางคนเป็นโรคแพ้ไข่แดงหรือแพ้ไข่ขาวบางคนเป็นโรคแพ้แป้งซึ่งทหารเด็กคนไหนมีอาการแพ้ดังกล่าวแล้วก็จะมาแสดงอาการเมื่อมีการนำอาหารที่มีส่วนผสมเหล่านั้นไปให้กินโดยส่วนใหญ่แล้วการเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการท้ายเหล่านี้

ก็มักจะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องของอาหารการกินโดยเฉพาะเพราะหากเมื่อมีอาการแพ้แสดงขึ้นมาอาจจะทำให้เด็กถึงแก่ความตายได้เนื่องจากอาการแพ้มีความรุนแรงระดับบางครั้งหากกินของที่แพ้ก็ไปอาจจะเป็นแค่ผื่นขึ้นตามตัวเท่านั้นหรือถ้าหากมีความรุนแรงมากๆก็อาจจะทำให้หายใจไม่ออกจนถึงแก่ชีวิตได้อุทาหรณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นกับดาราสาวคนหนึ่งที่มีลูกน้อยวัยกำลังน่ารักน่าชังเลยเธอตรวจสอบพบว่าลูกของเธอนั้นเป็นภูมิแพ้แป้งสาลีดังนั้นเวลาที่เธอซื้ออาหารส่วนใหญ่จะมีการสอบถามกับเจ้าของร้านค้าหรือคนขายทุกครั้งว่าอาหารดังกล่าวนั้น

มีส่วนผสมของแป้งสาลีหรือไม่หรือเธอจะดูสลากทุกครั้งเกี่ยวกับเรื่องของส่วนผสมว่ามีแป้งสาลีหรือไม่ก่อนที่จะนำมาให้ลูกชายของเธอกินซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นอุทาหรณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกชายของเธอชอบกินไก่ทอดเป็นชีวิตจิตใจเธอจึงเห็นว่ามีร้านค้าร้านนึงมีไก่ทอดขายหน้าตาน่ากินเธอจึงได้ทำการซื้อมาให้ลูกชายของเธอกินซึ่งก่อนที่เธอจะซื้อนั้นเธอได้มีการสอบถามกับทางเจ้าของร้านแล้วว่าไก่ทอดนั้นมีส่วนผสมของแป้งสาลีหรือไม่โดยเจ้าของร้านยืนยันเต็มที่เลยว่าไก่ของเขาไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลีแน่นอน

เธอจึงมั่นใจและซื้อไก่กลับมาแล้วนำมาให้ลูกชายของเธอกินหลังจากที่ลูกถึงเธอกินไก่เข้าไปแค่เพียงไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้นก็แสดงอาการแพ้ทันทีโดยมีผื่นขึ้นตามลำตัวเป็นปื้นใหญ่ๆมากมายทำให้เธอรู้สึกเสียใจมากที่เธอซื้อของร้านอาหารมาให้ลูกแล้วทำให้ลูกแสดงอาการแพ้เธอจึงฝากเรื่องนี้เตือนเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่าถึงแม้ว่าเราจะมีการระมัดระวังเป็นอย่างดีสอบถามทางเจ้าของร้านเรียบร้อยแล้วแต่บางครั้งทางเจ้าของร้านก็ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับเราซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่เด็กจะเกิดอันตรายได้หากอาการภูมิแพ้กำเริบ

ดังนั้นหากเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องของเด็กคนไหนที่มีโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับอาหารควรจะให้ผู้ปกครองทำอาหารให้เด็กทานจะดีที่สุดซึ่งเคยมีข่าวมาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับเด็กที่ดึงโรคภูมิแพ้อาหารเหล่านี้ที่ไปกินอาหารที่โรงเรียนแล้วไม่ได้มีการแจ้งกับทางโรงเรียนว่าบุตรหลานมีการแพ้อะไรบ้างทำให้บางครั้งได้กินอาหารที่มีสารที่ทำให้เป็นภูมิแพ้เกิดขึ้นจนเด็กเกิดอาการแพ้และเสียชีวิตในเวลาต่อมาดังนั้นสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำก็คือพยายามดูแลเรื่องของอาหารการกินของลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ลูกลงไปกินอาหารที่มีส่วนผสมที่ลูกของเราแพ้นั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

สุขภาพ

Work from Home ยังไงไม่ให้อ้วน

ช่วงนี้โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ทำให้หลายๆบริษัทให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้านกัน หรือ การ Work from Home 

ทำให้พนักงานออฟฟิศหลายคนต้องมาทำงานที่บ้านแทน โดยไม่ได้ออกเดินทางไปไหน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 แต่การทำงานที่บ้านนี่ละ ก็ต้องระวังนะ หากคุณทำงานไปด้วย กินไปด้วย หรือ เผลอสั่งอาหารมาตุนเยอะเกินไป คุณเองอาจจะกินเยอะขึ้นหรือกินเท่าเดิม แต่ไม่ได้มีการเผาผลาญจากการขยับร่างกายก็ได้นะ  เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูวิธีที่ Work from home ยังไงไม่ให้อ้วนกัน

1.นอนให้พอและตื่นเช้าตามปกติ

การทำงานที่บ้านทำให้คุณไม่ต้องไปเสียเวลากับการเดินทาง รถติดกว่าจะถึงที่ทำงานหรือกลับจากที่ทำงานถึงบ้านคุณ การประหยัดเวลาตรงนี้ ตัวคุณเองควรหันมานอนให้เพียงพอ นอนให้ร่างกายได้ชาร์จแบตเต็มๆ พร้อมที่จะเริ่มทำงานในวันถัดไป และควรจะตื่นเช้าตามปกติ เพื่อให้ร่างกายได้จดจำเวลาและทำให้ตัวเองไม่รู้สึกขี้เกียจจนเกินไป ซึ่งการนอนที่เพียงพอและร่างกายสดชื่นในแต่ละวัน เป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีทีเดียว

2.ขยับหรืออกกำลังกายบ้าง

ทำงานที่บ้านเรานั่งอยู่กับที่นานๆ บางทีร่างกายเราก็เมื่อยและเหนื่อยล้าเช่นกัน คุณแค่ลุกขึ้นมาขยับตัวบาง สัก 10-15 นาที เพื่อลดความตึงเครียดของร่างกาย หรือหากวันไหนคุณทำงานเสร็จในช่วงเวลาของคุณ และไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางกลับบ้านอย่างที่ผ่านมา คุณก็หาเวลาออกกำลังกายเพื่อร่างกายของคุณบ้าง ดีไม่ดีกลับไปที่ออฟฟิศคราวนี้ คุณผอมลงกว่าเดิมแน่นอน

3.ทำอาหารกินเองสิ

คุณไม่ต้องสั่งอาหารจากข้างนอกหรอก เพราะบางทีการสั่งอาหารข้างนอกมากินที่บ้านทำให้คุณ อาจทำให้คุณตบะแตก เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด เพียงแค่คุณลองหันมาเตรียมอาหารและทำเองกินดูสิ อาจจะคุมปริมาณการกินได้ง่ายกว่า แถมได้เลือกอาหารดีๆเข้าร่างกายอีกด้วย และการทำอาหารกินเองทำให้คุณคุมแคลอรี่ในแต่ละมื้อได้ดีอีกด้วย  

4.ไม่ตุนขนมและน้ำหวานนะ!

ทำงานที่บ้านแล้วรู้สึกเหงาปากจัง ไม่รู้จะคุยกับใคร หาอะไรกินดีกว่า…คุณควรจะหยุดความคิด เดี๋ยวนี้ เพราะการที่เหงาและหาอะไรกิน มันเป็นที่มาของการตุนขนมและน้ำหวาน เพราะถ้าคุณเหงาปากคุณคงไม่ลุกไปทำอาหารกิน คุณคงจะหาอะไรง่ายๆเข้าปากเลย ซึ่งของเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ขนม หรือ น้ำหวาน ล้วนเป็นแหล่งของอ้วน เลิกตุนเถอะนะ มันคือแหล่งที่มาของความอ้วน!

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  alpha88

สุขภาพ

การติดเชื้อเอชไอวี

หลายๆคนอาจจะมีการทราบในเรื่องนี้มากันบ้างว่าสาเหตุของการติดเชื้อหรือรับเชื้อเอชไอวีนั้น สามารถเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง อย่างที่เรารู้กันอย่างแรกคือการที่มีเพศสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ก็อาจจะสามารถติดจากของเหลวจากช่องคลอดได้หรือจะติดทางเลือด น้ำอสุจิ จะมีความแตกต่างในการติดเชื้อหรือการรับเชื้อแตกต่างออกกันไป

แต่สาเหตุหลักๆของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะเป็นดังที่กล่าวมาทั้งนั้น เราสามารถที่จะรู้ถึงความปลอดภัยในเรื่องนี้ได้ เพื่อให้ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้ เราสามารถที่จะหลีกเลี่ยงในการติดเชื้อต่างๆได้เช่นกัน

อาการของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวี มักจะพบในรูปแบบของการเป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้ มีอาการปวดเนื้อปวดตัวบ้าง มีอาการเจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโตหรืออาจจะมีมีผื่นขึ้นตามร่างกายหรืออาการปวดหัวร่วมด้วย อาหารเหล่านี้ถือว่าเป็นอาการบ่งบอกของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ถ้าหากเราได้รับเชื้อ จะทำให้ระบบการทำงานของร่างกายของเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง จะไม่ทนต่อการเจ็บป่วยหรือการมีถูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้เลย เพราะเชื้อเอชไอวีนี้ จะกินในส่วนของการทำงานมนร่างกายของเราให้เสื่อมสภาพในการทำงานต่างๆ

รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วย จึงทำให้ร่างกายของเราแย่ลงหรือทรุดลงนั่นเอง  เพราะเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผู้ป่วยหลายๆคนมีความท้อแท้ จากการเป็นโรคเหล่านี้กันอย่างและมีความรู้สึกว่าหมดหวังในชีวิต ไม่สามารถที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก เพราะร่างกายของเราไม่สามารถที่จะทำงานหลายๆอย่างได้ นอกจากรอรับการรักษาอย่างเดียว จึงทำให้รู้สึกว่าอยู่อย่างลำบาก อยู่อย่างท้อแท้มากยิ่งขึ้น เราจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยหลายๆท่านจะมีความคิดอย่างนี้ ฉะนั้นการรักษาจะต้องกำลังใจด้วย เพื่อเราจะสามารถต่อสู้กับโรคเหล่านี้ได้ด้วยดี

ฉะนั้นเราต้องควรคิดถึงตัวเองให้มากๆ เพราะวัยรุ่นปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยยึดถือประเพณีไทย ในการรักนวลสงวนตัว จึงอาจจะมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมบางอย่างก็ได้ ฉะนั้นเราต้องรู้จักการดูแลตัว การป้องกันตัวเอง จากเรื้องพวกนี้ให้เป็นอย่างนี้ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหรือผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาที่หลังก็ได้ ในการเยน การสอน มักจะมีคำสอนในเรื่องนี้เสมอ เราต้องรู้จักการนำประโยชน์ การนำความรู้จากตรงนั้นมาใช้ให้อย่างเกิดผลประโยชน์กับตัวของเราให้มากที่สุด เพื่อที่จะมีการใช้ชีวิตประจำวันที่ดีในทุกๆวันของเรา

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

สุขภาพเกี่ยวกับหู

หูเป็นสาเหตุของอาการปวดหัว

เชื่อได้ว่าหลายหลายคนอาจจะเคยได้ยินมาแล้วกับคำว่า บ้านหมุนนั้นเอง แต่ก็อาจจะเข้าใจได้ว่า อาการปวดหัวเวียรศีรษะอย่างรุนแรงที่ทำให้รู้สึกเหมือนบ้านหมุนนี้ ถ้าหากได้นอนพักผ่อนและอยู่นิ่งๆ ก็จะหายไปได้แต่จริงๆ แล้ว อาการของบ้านหมุนนี้เป็นอาการเบื้องต้นของ โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติ หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ ซึ่งมันเป็นความผิดปกติในหูชั้นในนั้นเอง และใครอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นจะพบได้ในคนทุกกลุ่ม ที่อายุตั้งแต่ 20-50 ปี ส่วนเพศของคนที่จะเป็นโรคนี้นั้นจะสัดส่วนใกล้เคียงกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง

แต่ก็จะมีคนที่เสี่ยงมากคนอื่นเหมือนกันจะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติในกลุ่มคนที่มีโครงสร้างหูชั้นในที่ผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น คือ ในปัจจุบันยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมถึงเกิดความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน แต่สิ่งที่กระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบได้นั้น

ส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเกิดจาก ภาวะที่ร่างกายเหนื่อยล้า หรืออดหลับอดนอน หรือ  ภาวะเครียด หรือรวมไปถึงการติดเชื้อไวรัสในหู ไม่ว่าจะเป็นหูชั้นในอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือหูน้ำหนวก และความไม่สมดุลของน้ำและเกลือแร่นั้นเอง ส่วนอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จะมีอาการ คือ อาการเวียนหัวอย่างรุนแรงและมีความรู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวหมุนอยู่ตลอดเวลา

และบางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเสียสมดุลในการทรงตัวของร่างกายร่วมอยู่ด้วย ส่วนอาการที่เกิดขึ้นอาจนานแค่ไม่กี่นาทีในบางราย แต่ในขณะเดียวกันบางรายอาจจะนานเป็นชั่วโมง จนทำให้ต้องอยู่นิ่งๆ จนกว่าอาการจะหายไป และนอกจากนี้ อาการของโรคนี้ยังส่งผลให้มีเสียงรบกวนในหู หูอื้อ เจ็บหูและการได้ก็จะยินลดลง ซึ่งมันทำให้เกิดอันตรายต่อการใช้ชีวิตมาก

ถ้าหากตอนนั้นผู้ป่วยเกิดทำการขับรถอยู่อาจจะทำให้การขับรถไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ เพราะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและเกิดอาการภาพซ้อน ฉะนั้นใครที่มีอาการที่สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ไม่ควรจะเดินทาง เพราะจะเกิดอันตรายได้ จะเห็นได้ว่าโรคต่างๆของหูส่งผลต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ฉะนั้นควรจะดูแลหูให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหูได้ กล่าวได้ว่าทุกๆสาเหตุที่เกิดโรคนั้นล้วนแล้วแต่เกิดจากพฤติกรรมของตัวเอราเองทั้งนั้น

 

ขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่ให้การสนับสนุนเรา

สุขภาพเกี่ยวกับหู

ภาวะขี้หูอุดตัน

ภาวะขี้หูอุดตัน ทุกคนล้วนมีขี้หู อย่างไรก็ตามความรู้สึกว่าขี้หูเต็มรูหู มีของเสียไหลออกมาจากหูหรือฟังอะไรไม่ค่อยได้ยินในบางครั้ง ทั้งหมดนี้อาจเป็นอาการของภาวะขี้หูอุดตัน ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะขี้หูอุดตัน คนที่ใส่หูฟังหรือที่อุดรูหูมักจะเกิดขี้หูอุดตันได้ง่าย คนที่ชอบเอาสำลีปั่นหูหรือเอาอะไรแยงรูหูมักจะเกิดขี้หูอุดตันได้ง่าย ผู้สูงอายุและคนที่เกิดความพิการทางจิตมีสิทธิเกิดการสะสมของขี้หูง่ายกว่า คนบางคนมีรูหูที่มีรูปทรงในแบบที่ทำให้ร่างกายยากที่จะขับขี้หูออกมาได้ง่ายๆ

ตามวิธีธรรมชาติ วิธีการตรวจดูว่ามีขี้หูอุดตัน

วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจก็คือการไปพบแพทย์ แต่สามารถลองตรวจด้วยตัวเองก่อนได้ อาการจะมีความรู้สึกแน่นรูหู หรือมีความรู้สึกเสมือนว่ารูหูถูกอุดตันไว้ และรู้สึกเหมือนคันในรูหู มีเสียงดังในหูหรือที่เรียกว่าหูอื้อ มีอาการปวดหูอาจสังเกตเห็นของเหลวที่ดูเหมือนขี้ผึ้งไหลออกมาจากหูที่มีขี้หูอุดตัน มีกลิ่นเหม็นจางๆ เล็ดลอดออกมาจากรูหู ถ้าปวดหูอย่างมาก มีไข้ หรือของเสียที่ไหลออกมามีหน้าตาหรือกลิ่นเหมือนน้ำหนอง ควรไปพอแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าหูไม่ได้ติดเชื้อ

การป้องกันการใช้อุปกรณ์อย่างสำลีปั่นหรือกิ๊บติดผม จะเป็นการดันขี้หูเข้าไป และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือปัญหาอื่น ๆ การใช้อุปกรณ์ยังอาจทำให้เยื่อแก้วหูทะลุและนำไปสู่การติดเชื้อหรือสูญเสียการได้ยิน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกของการรักษา หากไม่สามารถเอาขี้หูออกเองได้หรือประสบปัญหาอื่น เช่น สูญเสียการได้ยิน 

ขี้หูเป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง จากเยื่อบุผิวช่องหูชั้นนอกที่หลุด ไขมัน สารที่ผลิตจากต่อมเหงื่อ รวมไปถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆที่ก่อตัวกันมาเป็นขี้หู ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะมีกลไกกำจัดขี้หูโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในตอนเคี้ยวอาหาร หรือขยับปาก ขี้หูก็จะกระเทาะหลุดออกมาเองได้ แต่ในคนที่มีภาวะขี้หูอุดตันร่างกายอาจจะไม่สามารถกำจัดขี้หูออกไปได้เอง เนื่องจากขี้หูที่เกิดจากการอุดตันอาจแข็งตัวหรือมีขี้หูเกาะอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการได้ยินเสียงลดลง หรืออาจถึงขั้นสูญเสียการได้ยินชั่วคราว  ซึ่งในบางรายอาจที่จะต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง ไปในที่สุด

สุขภาพทั่วไป

โรคเอดส์มีการติดต่อได้ทางใดบ้าง

สำหรับการติดเชื้อนั้นสามารถติดได้จากการร่วมเพศ สำหรับในไทยระหว่างชายกับหญิงเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มที่ใช้สารเสพติดรวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรก็คือเด็กที่ติดเชื้อโรคจากแม่ เพราะว่าในช่วงเวลาที่แม่ตั้งครรภ์มีการติดเชื้อโรค HIVอยู่แล้วและไม่ได้รับการฝากครรภ์หรือว่ามาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นๆ ไม่ได้รับการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หรือถึงแม้ว่ามาฝากครรภ์แล้วก็มีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกก็ไม่สามารถที่จะป้องกันได้100% ซึ่งก็ยังมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้

ปัจจัยและก็สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรค

การร่วมเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และก็มีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหลายๆคนด้วยกัน แล้วก็อย่างแม่บ้าน ถึงแม้ว่าไม่ได้ไปร่วมเพศกับชายอื่นเลย แต่ว่าสามีบางทีอาจไปนำเชื้อมาให้ได้

อาการแสดงของโรคเอดส์มีกี่ระยะ อะไรบ้าง

ช่วงแรกสุดเลยก็คือ ภายหลังจากติดเชื้อโรคมาใหม่ๆ2-4 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนที่รับเชื้อมาใหม่ๆจะมีลักษณะอาการเหมือนไข้หวัดร่วมกับมีผื่นแดงเกือบจะทั่วตัว มีเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งโดยมากจะไม่พบผู้ป่วยตอนนี้ เนื่องจากอาการต่างๆพวกนี้จะหายไปได้เองโดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนก็จะไปซื้อยารับประทานเอง

หรือไม่ก็ไปรักษาตามคลินิก ถ้าหากไม่ได้ซักประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือผู้ป่วยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนจะไม่สบายก็จะไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยในเวลานี้ได้ ส่วนในระยะถัดไปผู้ป่วยก็จะอยู่ในระยะที่ไม่มีอาการแต่ว่าระดับของภูมิต้านทานก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ในคนไทยมีผู้ศึกษาแล้วเฉลี่ยว่าหลังจากได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิต้านทานต่ำจนถึงระดับอันตรายซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มีช่วงเวลาโดยประมาณ 5-6 ปี ซึ่งระยะนั้นผู้ป่วยก็จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆได้ ที่พบได้บ่อยมากก็คือวัณโรค ปอดอักเสบจากเชื้อรา แล้วก็เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา

หากสงสัยว่าได้รับเชื้อการตรวจเลือดในระยะต้นจะทราบหรือไม่

สำหรับช่วงแรกสุดหลังจากที่ได้รับเชื้อมาใหม่ๆ การตรวจโดยวิธีธรรมดาบางทีอาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวสำหรับในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวกเพราะฉะนั้นถ้าเกิดในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ ก็ควรจะตรวจซ้ำในระยะเวลาต่อมา โดยปกติคนเจ็บเกือบจะทั้งหมดโดยประมาณ 95 % จะส่งผลเลือดเป็นบวกหลังจากที่ได้รับเชื้อมา เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะส่งผลเลือดเป็นลบอยู่ แล้วก็ถ้าหากติดตามไปถึงหนึ่งปีอีกทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อโรค

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

รถบิ๊กไบค์

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่ มีดังนี้

สวัสดีครับ วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับ Ducati Monster 821 สำหรับรีวิวห่างหายไปซักพักใหญ่ๆ ถ้าสังเกตุช่วงประมาณเดือนก่อนจะเห็นผมมารีวิวของ Ducati เยอะมากเลยหันไปรีวิวรุ่นอื่นบ้าง แต่วันนี้ตามคำเรียกร้องเลยจะทำให้ดูอีกทีดีกว่าในโจทร์ที่ว่ายังน่าเล่นอยู่มั้ยกับ Monster 821 นะครับซึ่งในปัจจุบันมีไมเนอร์เชนออกมาละในตัว 2018 นะครับและตัว 821เนี่ยคลอดมาปีแรกตั้งแต่ปี 2015 นะครับ

ใครเครื่องบล็อคนี้จะมี 821 ที่เป็นไฮเปอร์โมตาดก่อนแล้วก็มอนสเตอร์ถึงตามมาซึ่งผมก็คิดไว้แล้วนะครับคงไม่มีหรอก 821ไม่เนอร์เชนมันน่าจะเป็น 939แทนเพราะว่าปัจจุบันไฮเปอร์โมตาด 939 หรือว่าซุปเปอร์สปอร์ท 939 เป็นเครื่องบล็อค 939หมดละ ก็คิดว่าเจ้าตัวมอนเตอร์ที่จะออกมาปี 2018ก็คงน่าจะเป็นตัวเครื่อง 939 เหมือนกันแต่ทาง Ducati ไม่ได้ใช้เครื่อง 939 แต่ยังคงใช้เครื่อง 821 เหมือนเดิม

แต่ต้องใช้คำว่าไมเนอร์เชนละกันพื้นฐานใกล้เคียงกับตัวนี้มากนะครับ แต่อาจจะใช้คำว่าเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าอาจจะดูโมเดิลกว่าเรื่องจอสีมีควิกชิพเตอร์ทำให้การขับขี่สนุกขึ้น และก็มีสเตพักเท้าหรือมีอะไรเล็กๆน้อยๆที่เพิ่มขึ้นมา ผมถึงขอใช้คำว่าไมเนอเชนละกันอันนั้นเรื่องของรถใหม่โฉมใหม่นะครับ แต่ผมมาคุยในกลุ่มรถตลาดมือสองละกันเพราะคุณเล็งรถใหม่ก็ไปศูนย์เลย แต่ตัวนี้ตามโจทย์มาดูกันว่ามันยังน่าเล่นอยู่มั้ยนะครับ

คำว่า Ducati monster คืออะไรนะ

เท้าความนิดนึงคำว่า Ducati monster เนี่ยทุกๆคนคงจะทราบกันดีว่ามันคือแนคเก็ตไบค์ของค่าย Ducati สัญชาติอิตาลี่นะครับซึ่งหลายคนจะงงก่อนหน้านี้มันจะมี Monster 696, Monster 795, Monster 796 แล้วก็มาคั่นเป็น Monster 821 แล้วทำไมกลับมาเป็น Monster 797 เมื่อปีที่แล้วนะครับแล้วก็เป็น Monster 821 ไมเนอร์เชนในปี 2018 หลายคนคงงงๆว่าเอะทำไมมันสลับกระโดดรหัสมันงงๆนะครับ แต่จริงๆถ้ามาเทียบกันที่สเป็กเนี่ยในอารมณ์ของ Ducati ถ้าเรามาดูกันจริงๆสมัยก่อนถ้าแนกเก็ตไบค์จะมีสองตัวอันนี้คุยช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้วนะครับหรือเกือบๆ 10 ปีละกัน Monster จะเป็นแนกเก็ตไบค์สำหรับบีกินเนอร์ละกันหรือกลุ่มที่จะเริ่มเล่น Ducati คันแรกเอาเป็นว่ามันอยู่กลุ่มตัวล่างที่สุด ราคาไม่แพงอ๊อฟชั่นก็พอมีโดยประมาณ กับอีกตัวที่เรียกว่าเป็นคลาสพรีเมี่ยมขึ้นมาหลายคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแล้วนะครับ

เพราะปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว แต่ถ้าเป็นคอ Ducati จะทราบกันดีหรือได้ยินกันมานานนั่นคือ Ducati street fighter มันจะแบ่งชัดเจนเลยว่าแน็กเก็ตตัวแรกก็คือ Monster แล้วแน็ตเก็ตที่สูงขึ้นมีอ๊อฟชั่นขึ้นมาเครื่องที่มันแรงขึ้นมาจะเป็นตัว Ducati Street Figther ซึ่งปัจจุบันไม่มีละจะมีแต่ Ducati Monster อย่างเดียวซึ่งคนจะงงเพราะว่ามี 2 ลายระหว่าง 696,795,796 ต่อมาคือ 797 นั่นคือลายเป็นปรกติของ Monster แต่มันจะมี 821 ที่มาคั่นในตัวก่อนหน้านั้น ถ้าเทียบสเป็คจริงๆอารมณ์ส่วนตัวผมว่าเจ้าตัวนี้มันก็คือสตรีทไฟเตอร์แหละถ้าเทียบอ๊อฟชั่นกับตัวเก่าจะเห็นความต่าง 795,796,797 อ๊อฟชั่นจะคล้ายกันเครื่องยนต์ใช้บล็อคเดรสโมดูเอลเหมือนกันหรือเครื่องยนต์แคมเดี่ยวเหมือนกัน

แต่ในตัวนี้สังเกตุว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้บล็อคเทสสเตต้า 11 องศาเหมือนในมัลติสตาด้า 1200 ตัวแรก หรือว่าแดเวล 1200 ตัวแรกนะครับ ซึ่ง cc จะย่อส่วนลงมาแต่เทคโนโลยีหรือว่าอ๊อฟชั่นจะคล้ายตัวรุ่นพี่เลย ถ้าเทียบกับสตรีทไฟเตอร์ก็จะเป็นอารมณ์เดียวกัน แต่โอเคเขาไม่ได้ใช่คำว่าสตรีทไฟเตอร์ละ

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย บิ๊กไบค์มือสอง

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ล้างจมูก ควรล้างเมื่อใด

เมื่อใดที่คุณควรล้างจมูก

คุณควรจะล้างจมูกบ่อยๆ ขั้นต่ำ 2 ครั้งช่วงเวลาเช้าและก็ก่อนนอน หรือเมื่อมีลักษณะอาการดังนี้

1. เมื่อคุณมีความรู้สึกคัดเลือกแน่นจมูก

2. มีน้ำมูกหนียวข้นค้างอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัส

3. ก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูก

4. มีความคิดว่ามีกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากไซนัส

ผลกระทบจากการล้างจมูก
ผลกระทบจากการ ล้างจมูก พบมากที่สุดในอาการดังนี้

1. ปวดหู

2. คลื่นไส้อาเจียน อ้วก

3. หูอื้อ

4. ไอ

5. แสบจมูก
บางรายมีลักษณะหูอื้อภายหลังล้างจมูก เพราะบางทีอาจฉีดแรงเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้จมูกอักเสบ หรือเลือดกำเดาไหล แม้กระนั้นอาการดังกล่าวก็เจอในส่วนน้อย

เพราะฉะนั้นเราควรจะล้างจมูกอย่างถูกต้อง แม้สงสัยเรื่องของกรรมวิธีล้างจมูก ควรจะขอคำแนะนำจากหมอหรือพยาบาล เพื่อขอคำแนะนำ

คนใดกันบ้างที่ไม่สมควรล้างจมูก ?
คนที่ไม่สมควรล้างจมูก เป็น คนที่มีลักษณะอาการทางระบบประสาทหรือกล้ามที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสำลัก และผู้ทำการผ่าตัด หรือประสบอุบัติเหตุที่ใบหน้า

คำแนะนำข้อควรไตร่ตรองสำหรับเพื่อการล้างจมูก คือ ควรจะล้างจมูกก่อนที่จะกินอาหาร หรือ ท้องว่าง เพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดการอ้วก ภายหลังจากฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกให้รีบสั่งขี้มูกออกในทันที เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เพื่อสำหรับการล้างจมูกจะต้องสะอาด มิเช่นนั้นจะก่อให้มีการติดเชื้อโรคได้

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

พลาสเตอร์ยาใช้ให้ถูกวิธี

หนึ่งสิ่งที่ต้องมีประจำบ้าน หรือร้านสะดวกซื้อ หรือการพกติดตัวคงหนีไม่พ้นพลาสเตอร์ยา เพราะหากมีอุบัติเหตุ จนเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถใช้เพื่อปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคและมีสรรพคุณที่ช่วยสมานแผลได้ พลาสเตอร์ยานั้น ทั้งสะดวก หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบนด์ให้เลือกซื้ออีกทั้งสีสันรูปแบบทั้งแบบดั้งเดิมและมีสีสันลวดลายสวยงามต่างๆ ที่กล่าวมานี้ อย่าพึ่งคิดนะว่าพลาสเตอร์ยาสามารถรักษาได้ทุกบาดแผล เพราะมันมีข้อพิจารณาใช้ และความเหมาะสมในการใช้ หากใช้ผิดๆ ก็แย่ได้เช่นกัน

ใช้พลาสเตอร์ยาอย่างไรให้แผลหายดี ?

สิ่งที่ควรพิจารณาว่าจะใช้พลาสเตอร์ยาปิดแผลดีหรือไม่นั้น คือ สภาพบาดแผล หากพบว่าเป็น
– บาดแผลที่มีขนาดใหญ่
– บาดแผลนั้นลึก
หากเป็นบาดแผลขนาดใหญ่หรือลึกไม่ควรที่จะเลือกซื้อพลาสเตอร์ยามาใช้เพื่อรักษาแผล แต่หาก
– บาดแผลเล็กๆ ไม่ได้เป็นบาดแผลที่ลึกอะไร เช่น มีดบาดแผลมีขนาดเล็กไม่ลึก ก็สามารถใช้ได้

ควรเลือกลักษณะแบบมีรูปพรุนสามารถระบายอากาศได้ดีจะเป็นผ้าหรือพลาสติกก็ได้ สำหรับบาดแผลที่อยู่ในบริเวณที่มีขนมาก แนะนำให้เลือกใช้แบบพลาสติก เพราะจะไม่ทำให้พลาสเตอร์ติดแน่น และทั้งนี้ก่อนจะรักษาแผลด้วยการใช้พลาสเตอร์ยา สิ่งที่ควรทำสิ่งแลกหลังจากเกิดบาดแผล คือ ทำความสะอาดแผลให้สะอาดจะช่วยลดโอกาสการที่แผลจะติดเชื้อได้ จากนั้นก็ทายาเพื่อรักษาแผล ในกรณีที่คุณไม่ทำความสะอาดและทายาให้ดีเชื้อโรคที่อยู่ในบาดแผลจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว อาจทำให้บาดแผลติดเชื้อลุกลาม การใช้พลาสเตอร์ยาเพื่อปิดบาแผล ควรจะอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรปิดบาแผลด้วยพลาสเตอร์เป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้แผลแห้งช้า ควรเปิดให้บาดแผลให้สัมผัสกับอากาศเพื่อทำให้บาดแผลแห้งได้เร็วขึ้น สำหรับพลาสเตอร์ยาที่ใช้แล้ว ห้ามนำกลับมาใช้อีกครั้ง ทุกครั้งที่ใช้เสร็จแล้วให้ทิ้งทันที

ข้อห้ามของพลาสเตอร์ยา !!!!
ถึงแม้พลาสเตอร์ยาจะมีข้อดี สะดวกต่อการใช้งาน และหาซื้อง่าย แต่หากใช้พลาสเตอร์ยาแบบผิดวิธีก็อาจทำให้แผลติดเชื้อและเกิดแผลเน่าได้ โดยพลาสเตอร์ยามีข้อควระวังและห้ามดังต่อไปนี้

– ห้ามใช้ปิดบาดแผลเป็นระยะเวลานาน เพราะจะทำให้บาดแผลไม่แห้งและสมานได้ช้า
– ห้ามโดนน้ำ เพราะการที่เป็นแผลและใช้พลาสเตอร์ยาปิดบาดแผลแล้วโดนน้ำ จะทำให้เกิดความชื้นสะสมในแผล ทำให้แผลเน่า ยิ่งถ้าเป็นน้ำที่ไม่สะอาดก็จะติดเชื้อลุกลามบาดแผล
– แกะพลาสเตอร์ยาออกควรใช้ความระมัดระวัง และแกะอย่างเบามือที่สุด เพราะอาจทำให้บาดแผลอักเสบเพิ่มขึ้นได้อีก

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เส้นเลือดสมองตีบ ภัยร้าย ภัยเงียบ

เส้นเลือดในสมองตีบ คืออะไร?

เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดระหว่างที่เลือดกำลังไหลไปตามกระแสเลือดเข้าสู่สมอง หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมอง หรือก่อให้เกิดการตีบของเส้นเลือดในสมองจนบางครั้งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทั้งนี้ยังพบอาการอื่นๆ อีก เช่น ทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือด หรือเส้นเลือดมีความตีบแคบลง มีความยืดหยุ่น และทำให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพลดลง เหมือนท่อน้ำที่ตันจากเศษอาหาร

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ

– อายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพลงของหลอดเลือดไปด้วย โดยผิวชั้นในของผนังหลอดเลือดด้านในอาจจะหนา หรืออาจจะแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันไปสะสม หรือหินปูนมาเกาะ ทำให้รูในเส้นเลือดแคบลง เลือดก็ไหลเวียนได้น้อยลง

– เพศชาย มีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รวมไปถึงโรคในตระกูลหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิง

– พบภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ทำให้อาจจะมีความเสี่ยงของการที่เม็ดเลือดจับตัวกัน หรืออาจเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

– ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ

– เบาหวาน การที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานอยู่แล้วย่อมเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดอาการหลอดเลือดแข็งที่สมอง ก็จะมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอื่นๆ มากกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า

– ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยที่สำคัญของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ เพราะอยู่ในภาวะไขมันสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดมากเกินไป จนทำให้เข้าไปกีดขวางการลำเลียงเลือดเข้าสู่สมอง

– โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือด และอาจเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง จนทำให้สมองขาดเลือดได้

– สูบบุหรี่ เพราะนิโคติน และคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง เป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว เพียงแค่สูบบุหรี่ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5 %

– ยาคุมกำเนิด ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นเวลาติดต่อกัน อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิด

– โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของอาการหลอดเลือดอักเสบ และหลอดเลือดแข็ง

– ขาดการออกกำลังกายอย่างพอเพียง และเหมาะสม

สัญญาณอันตราย “เส้นเลือดในสมองตีบ”

บางครั้งจะพบอาการชา หรือมีอาการอ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณทั้งแขนกับขาไปครึ่งซีกของร่างกาย อาจจะมีอาการร่วมด้วย คือ พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ หรือน้ำลายไหล กลืนลำบาก ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน เดินเซ ทรงตัวลำบาก อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ ทั้งนี้อาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนบางครั้งทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นคุณควรที่จะลองสังเกตอาการของคุณเองบ้าง หากพบว่าอาการต่างๆ ตามที่กล่าวมาเพียงครั้งเดียวแสดงว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายแล้ว ควรรีบที่จะเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที ซึ่งถึงแม้ว่าอาการของโรคอาจไม่ถึงชีวิต แต่ก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกัน

การรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

ในการรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ทางการแพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดมาให้ผู้ป่วยทานก่อน เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทานยาสลายลิ่มเลือดจะให้ผลดีกับผู้ป่วยที่เริ่มเป็นเบื้องต้นแล้วรีบมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คือ ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ซึ่งหากเกินกว่านี้อาจถึงขั้นที่เส้นเลือดในสมองปริ เสี่ยงที่จะแตกจนเลือดออก หากเป็นอาการแบบนี้แพทย์อาจจะพิจารณาไปถึงการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต

วิธีป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดอาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต ปริมาณไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา
  • ควบคุมอาหาร โดยลดอาหารรสเค็ม หวาน และมัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ และอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง
  • งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • หากมีอาการตามที่กล่าวเอาไว้ใน “สัญญาณอันตราย เส้นเลือดในสมองตีบ” ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้