สุขภาพเกี่ยวกับหู

ภาวะขี้หูอุดตัน

ภาวะขี้หูอุดตัน ทุกคนล้วนมีขี้หู อย่างไรก็ตามความรู้สึกว่าขี้หูเต็มรูหู มีของเสียไหลออกมาจากหูหรือฟังอะไรไม่ค่อยได้ยินในบางครั้ง ทั้งหมดนี้อาจเป็นอาการของภาวะขี้หูอุดตัน ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะขี้หูอุดตัน คนที่ใส่หูฟังหรือที่อุดรูหูมักจะเกิดขี้หูอุดตันได้ง่าย คนที่ชอบเอาสำลีปั่นหูหรือเอาอะไรแยงรูหูมักจะเกิดขี้หูอุดตันได้ง่าย ผู้สูงอายุและคนที่เกิดความพิการทางจิตมีสิทธิเกิดการสะสมของขี้หูง่ายกว่า คนบางคนมีรูหูที่มีรูปทรงในแบบที่ทำให้ร่างกายยากที่จะขับขี้หูออกมาได้ง่ายๆ

ตามวิธีธรรมชาติ วิธีการตรวจดูว่ามีขี้หูอุดตัน

วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจก็คือการไปพบแพทย์ แต่สามารถลองตรวจด้วยตัวเองก่อนได้ อาการจะมีความรู้สึกแน่นรูหู หรือมีความรู้สึกเสมือนว่ารูหูถูกอุดตันไว้ และรู้สึกเหมือนคันในรูหู มีเสียงดังในหูหรือที่เรียกว่าหูอื้อ มีอาการปวดหูอาจสังเกตเห็นของเหลวที่ดูเหมือนขี้ผึ้งไหลออกมาจากหูที่มีขี้หูอุดตัน มีกลิ่นเหม็นจางๆ เล็ดลอดออกมาจากรูหู ถ้าปวดหูอย่างมาก มีไข้ หรือของเสียที่ไหลออกมามีหน้าตาหรือกลิ่นเหมือนน้ำหนอง ควรไปพอแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าหูไม่ได้ติดเชื้อ

การป้องกันการใช้อุปกรณ์อย่างสำลีปั่นหรือกิ๊บติดผม จะเป็นการดันขี้หูเข้าไป และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือปัญหาอื่น ๆ การใช้อุปกรณ์ยังอาจทำให้เยื่อแก้วหูทะลุและนำไปสู่การติดเชื้อหรือสูญเสียการได้ยิน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกของการรักษา หากไม่สามารถเอาขี้หูออกเองได้หรือประสบปัญหาอื่น เช่น สูญเสียการได้ยิน 

ขี้หูเป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง จากเยื่อบุผิวช่องหูชั้นนอกที่หลุด ไขมัน สารที่ผลิตจากต่อมเหงื่อ รวมไปถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆที่ก่อตัวกันมาเป็นขี้หู ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะมีกลไกกำจัดขี้หูโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในตอนเคี้ยวอาหาร หรือขยับปาก ขี้หูก็จะกระเทาะหลุดออกมาเองได้ แต่ในคนที่มีภาวะขี้หูอุดตันร่างกายอาจจะไม่สามารถกำจัดขี้หูออกไปได้เอง เนื่องจากขี้หูที่เกิดจากการอุดตันอาจแข็งตัวหรือมีขี้หูเกาะอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการได้ยินเสียงลดลง หรืออาจถึงขั้นสูญเสียการได้ยินชั่วคราว  ซึ่งในบางรายอาจที่จะต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง ไปในที่สุด

สุขภาพทั่วไป

โรคเอดส์มีการติดต่อได้ทางใดบ้าง

สำหรับการติดเชื้อนั้นสามารถติดได้จากการร่วมเพศ สำหรับในไทยระหว่างชายกับหญิงเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มที่ใช้สารเสพติดรวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรก็คือเด็กที่ติดเชื้อโรคจากแม่ เพราะว่าในช่วงเวลาที่แม่ตั้งครรภ์มีการติดเชื้อโรค HIVอยู่แล้วและไม่ได้รับการฝากครรภ์หรือว่ามาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นๆ ไม่ได้รับการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก หรือถึงแม้ว่ามาฝากครรภ์แล้วก็มีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกก็ไม่สามารถที่จะป้องกันได้100% ซึ่งก็ยังมีโอกาสติดเชื้อจากแม่ได้

ปัจจัยและก็สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรค

การร่วมเพศโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และก็มีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหลายๆคนด้วยกัน แล้วก็อย่างแม่บ้าน ถึงแม้ว่าไม่ได้ไปร่วมเพศกับชายอื่นเลย แต่ว่าสามีบางทีอาจไปนำเชื้อมาให้ได้

อาการแสดงของโรคเอดส์มีกี่ระยะ อะไรบ้าง

ช่วงแรกสุดเลยก็คือ ภายหลังจากติดเชื้อโรคมาใหม่ๆ2-4 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนที่รับเชื้อมาใหม่ๆจะมีลักษณะอาการเหมือนไข้หวัดร่วมกับมีผื่นแดงเกือบจะทั่วตัว มีเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งโดยมากจะไม่พบผู้ป่วยตอนนี้ เนื่องจากอาการต่างๆพวกนี้จะหายไปได้เองโดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ ผู้ป่วยบางส่วนก็จะไปซื้อยารับประทานเอง

หรือไม่ก็ไปรักษาตามคลินิก ถ้าหากไม่ได้ซักประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหรือผู้ป่วยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนจะไม่สบายก็จะไม่สามารถตรวจพบผู้ป่วยในเวลานี้ได้ ส่วนในระยะถัดไปผู้ป่วยก็จะอยู่ในระยะที่ไม่มีอาการแต่ว่าระดับของภูมิต้านทานก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ในคนไทยมีผู้ศึกษาแล้วเฉลี่ยว่าหลังจากได้รับเชื้อจนกระทั่งภูมิต้านทานต่ำจนถึงระดับอันตรายซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มีช่วงเวลาโดยประมาณ 5-6 ปี ซึ่งระยะนั้นผู้ป่วยก็จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆได้ ที่พบได้บ่อยมากก็คือวัณโรค ปอดอักเสบจากเชื้อรา แล้วก็เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา

หากสงสัยว่าได้รับเชื้อการตรวจเลือดในระยะต้นจะทราบหรือไม่

สำหรับช่วงแรกสุดหลังจากที่ได้รับเชื้อมาใหม่ๆ การตรวจโดยวิธีธรรมดาบางทีอาจตรวจไม่พบ เนื่องจากว่าเชื้อนี้มีระยะฟักตัวสำหรับในการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดจากลบเป็นบวกเพราะฉะนั้นถ้าเกิดในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมทั้งตรวจเลือดครั้งแรกเป็นลบ ก็ควรจะตรวจซ้ำในระยะเวลาต่อมา โดยปกติคนเจ็บเกือบจะทั้งหมดโดยประมาณ 95 % จะส่งผลเลือดเป็นบวกหลังจากที่ได้รับเชื้อมา เพราะฉะนั้นบางส่วนที่ตรวจก่อนหน้านั้นก็จะส่งผลเลือดเป็นลบอยู่ แล้วก็ถ้าหากติดตามไปถึงหนึ่งปีอีกทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงจะมีผลเลือดเป็นบวกอยู่ในคนที่ติดเชื้อโรค

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

รถบิ๊กไบค์

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่ มีดังนี้

สวัสดีครับ วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับ Ducati Monster 821 สำหรับรีวิวห่างหายไปซักพักใหญ่ๆ ถ้าสังเกตุช่วงประมาณเดือนก่อนจะเห็นผมมารีวิวของ Ducati เยอะมากเลยหันไปรีวิวรุ่นอื่นบ้าง แต่วันนี้ตามคำเรียกร้องเลยจะทำให้ดูอีกทีดีกว่าในโจทร์ที่ว่ายังน่าเล่นอยู่มั้ยกับ Monster 821 นะครับซึ่งในปัจจุบันมีไมเนอร์เชนออกมาละในตัว 2018 นะครับและตัว 821เนี่ยคลอดมาปีแรกตั้งแต่ปี 2015 นะครับ

ใครเครื่องบล็อคนี้จะมี 821 ที่เป็นไฮเปอร์โมตาดก่อนแล้วก็มอนสเตอร์ถึงตามมาซึ่งผมก็คิดไว้แล้วนะครับคงไม่มีหรอก 821ไม่เนอร์เชนมันน่าจะเป็น 939แทนเพราะว่าปัจจุบันไฮเปอร์โมตาด 939 หรือว่าซุปเปอร์สปอร์ท 939 เป็นเครื่องบล็อค 939หมดละ ก็คิดว่าเจ้าตัวมอนเตอร์ที่จะออกมาปี 2018ก็คงน่าจะเป็นตัวเครื่อง 939 เหมือนกันแต่ทาง Ducati ไม่ได้ใช้เครื่อง 939 แต่ยังคงใช้เครื่อง 821 เหมือนเดิม

แต่ต้องใช้คำว่าไมเนอร์เชนละกันพื้นฐานใกล้เคียงกับตัวนี้มากนะครับ แต่อาจจะใช้คำว่าเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าอาจจะดูโมเดิลกว่าเรื่องจอสีมีควิกชิพเตอร์ทำให้การขับขี่สนุกขึ้น และก็มีสเตพักเท้าหรือมีอะไรเล็กๆน้อยๆที่เพิ่มขึ้นมา ผมถึงขอใช้คำว่าไมเนอเชนละกันอันนั้นเรื่องของรถใหม่โฉมใหม่นะครับ แต่ผมมาคุยในกลุ่มรถตลาดมือสองละกันเพราะคุณเล็งรถใหม่ก็ไปศูนย์เลย แต่ตัวนี้ตามโจทย์มาดูกันว่ามันยังน่าเล่นอยู่มั้ยนะครับ

คำว่า Ducati monster คืออะไรนะ

เท้าความนิดนึงคำว่า Ducati monster เนี่ยทุกๆคนคงจะทราบกันดีว่ามันคือแนคเก็ตไบค์ของค่าย Ducati สัญชาติอิตาลี่นะครับซึ่งหลายคนจะงงก่อนหน้านี้มันจะมี Monster 696, Monster 795, Monster 796 แล้วก็มาคั่นเป็น Monster 821 แล้วทำไมกลับมาเป็น Monster 797 เมื่อปีที่แล้วนะครับแล้วก็เป็น Monster 821 ไมเนอร์เชนในปี 2018 หลายคนคงงงๆว่าเอะทำไมมันสลับกระโดดรหัสมันงงๆนะครับ แต่จริงๆถ้ามาเทียบกันที่สเป็กเนี่ยในอารมณ์ของ Ducati ถ้าเรามาดูกันจริงๆสมัยก่อนถ้าแนกเก็ตไบค์จะมีสองตัวอันนี้คุยช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้วนะครับหรือเกือบๆ 10 ปีละกัน Monster จะเป็นแนกเก็ตไบค์สำหรับบีกินเนอร์ละกันหรือกลุ่มที่จะเริ่มเล่น Ducati คันแรกเอาเป็นว่ามันอยู่กลุ่มตัวล่างที่สุด ราคาไม่แพงอ๊อฟชั่นก็พอมีโดยประมาณ กับอีกตัวที่เรียกว่าเป็นคลาสพรีเมี่ยมขึ้นมาหลายคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแล้วนะครับ

เพราะปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว แต่ถ้าเป็นคอ Ducati จะทราบกันดีหรือได้ยินกันมานานนั่นคือ Ducati street fighter มันจะแบ่งชัดเจนเลยว่าแน็กเก็ตตัวแรกก็คือ Monster แล้วแน็ตเก็ตที่สูงขึ้นมีอ๊อฟชั่นขึ้นมาเครื่องที่มันแรงขึ้นมาจะเป็นตัว Ducati Street Figther ซึ่งปัจจุบันไม่มีละจะมีแต่ Ducati Monster อย่างเดียวซึ่งคนจะงงเพราะว่ามี 2 ลายระหว่าง 696,795,796 ต่อมาคือ 797 นั่นคือลายเป็นปรกติของ Monster แต่มันจะมี 821 ที่มาคั่นในตัวก่อนหน้านั้น ถ้าเทียบสเป็คจริงๆอารมณ์ส่วนตัวผมว่าเจ้าตัวนี้มันก็คือสตรีทไฟเตอร์แหละถ้าเทียบอ๊อฟชั่นกับตัวเก่าจะเห็นความต่าง 795,796,797 อ๊อฟชั่นจะคล้ายกันเครื่องยนต์ใช้บล็อคเดรสโมดูเอลเหมือนกันหรือเครื่องยนต์แคมเดี่ยวเหมือนกัน

แต่ในตัวนี้สังเกตุว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้บล็อคเทสสเตต้า 11 องศาเหมือนในมัลติสตาด้า 1200 ตัวแรก หรือว่าแดเวล 1200 ตัวแรกนะครับ ซึ่ง cc จะย่อส่วนลงมาแต่เทคโนโลยีหรือว่าอ๊อฟชั่นจะคล้ายตัวรุ่นพี่เลย ถ้าเทียบกับสตรีทไฟเตอร์ก็จะเป็นอารมณ์เดียวกัน แต่โอเคเขาไม่ได้ใช่คำว่าสตรีทไฟเตอร์ละ

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย บิ๊กไบค์มือสอง

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ล้างจมูก ควรล้างเมื่อใด

เมื่อใดที่คุณควรล้างจมูก

คุณควรจะล้างจมูกบ่อยๆ ขั้นต่ำ 2 ครั้งช่วงเวลาเช้าและก็ก่อนนอน หรือเมื่อมีลักษณะอาการดังนี้

1. เมื่อคุณมีความรู้สึกคัดเลือกแน่นจมูก

2. มีน้ำมูกหนียวข้นค้างอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัส

3. ก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูก

4. มีความคิดว่ามีกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากไซนัส

ผลกระทบจากการล้างจมูก
ผลกระทบจากการ ล้างจมูก พบมากที่สุดในอาการดังนี้

1. ปวดหู

2. คลื่นไส้อาเจียน อ้วก

3. หูอื้อ

4. ไอ

5. แสบจมูก
บางรายมีลักษณะหูอื้อภายหลังล้างจมูก เพราะบางทีอาจฉีดแรงเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้จมูกอักเสบ หรือเลือดกำเดาไหล แม้กระนั้นอาการดังกล่าวก็เจอในส่วนน้อย

เพราะฉะนั้นเราควรจะล้างจมูกอย่างถูกต้อง แม้สงสัยเรื่องของกรรมวิธีล้างจมูก ควรจะขอคำแนะนำจากหมอหรือพยาบาล เพื่อขอคำแนะนำ

คนใดกันบ้างที่ไม่สมควรล้างจมูก ?
คนที่ไม่สมควรล้างจมูก เป็น คนที่มีลักษณะอาการทางระบบประสาทหรือกล้ามที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสำลัก และผู้ทำการผ่าตัด หรือประสบอุบัติเหตุที่ใบหน้า

คำแนะนำข้อควรไตร่ตรองสำหรับเพื่อการล้างจมูก คือ ควรจะล้างจมูกก่อนที่จะกินอาหาร หรือ ท้องว่าง เพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดการอ้วก ภายหลังจากฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกให้รีบสั่งขี้มูกออกในทันที เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เพื่อสำหรับการล้างจมูกจะต้องสะอาด มิเช่นนั้นจะก่อให้มีการติดเชื้อโรคได้

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

พลาสเตอร์ยาใช้ให้ถูกวิธี

หนึ่งสิ่งที่ต้องมีประจำบ้าน หรือร้านสะดวกซื้อ หรือการพกติดตัวคงหนีไม่พ้นพลาสเตอร์ยา เพราะหากมีอุบัติเหตุ จนเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถใช้เพื่อปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคและมีสรรพคุณที่ช่วยสมานแผลได้ พลาสเตอร์ยานั้น ทั้งสะดวก หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบนด์ให้เลือกซื้ออีกทั้งสีสันรูปแบบทั้งแบบดั้งเดิมและมีสีสันลวดลายสวยงามต่างๆ ที่กล่าวมานี้ อย่าพึ่งคิดนะว่าพลาสเตอร์ยาสามารถรักษาได้ทุกบาดแผล เพราะมันมีข้อพิจารณาใช้ และความเหมาะสมในการใช้ หากใช้ผิดๆ ก็แย่ได้เช่นกัน

ใช้พลาสเตอร์ยาอย่างไรให้แผลหายดี ?

สิ่งที่ควรพิจารณาว่าจะใช้พลาสเตอร์ยาปิดแผลดีหรือไม่นั้น คือ สภาพบาดแผล หากพบว่าเป็น
– บาดแผลที่มีขนาดใหญ่
– บาดแผลนั้นลึก
หากเป็นบาดแผลขนาดใหญ่หรือลึกไม่ควรที่จะเลือกซื้อพลาสเตอร์ยามาใช้เพื่อรักษาแผล แต่หาก
– บาดแผลเล็กๆ ไม่ได้เป็นบาดแผลที่ลึกอะไร เช่น มีดบาดแผลมีขนาดเล็กไม่ลึก ก็สามารถใช้ได้

ควรเลือกลักษณะแบบมีรูปพรุนสามารถระบายอากาศได้ดีจะเป็นผ้าหรือพลาสติกก็ได้ สำหรับบาดแผลที่อยู่ในบริเวณที่มีขนมาก แนะนำให้เลือกใช้แบบพลาสติก เพราะจะไม่ทำให้พลาสเตอร์ติดแน่น และทั้งนี้ก่อนจะรักษาแผลด้วยการใช้พลาสเตอร์ยา สิ่งที่ควรทำสิ่งแลกหลังจากเกิดบาดแผล คือ ทำความสะอาดแผลให้สะอาดจะช่วยลดโอกาสการที่แผลจะติดเชื้อได้ จากนั้นก็ทายาเพื่อรักษาแผล ในกรณีที่คุณไม่ทำความสะอาดและทายาให้ดีเชื้อโรคที่อยู่ในบาดแผลจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว อาจทำให้บาดแผลติดเชื้อลุกลาม การใช้พลาสเตอร์ยาเพื่อปิดบาแผล ควรจะอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรปิดบาแผลด้วยพลาสเตอร์เป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้แผลแห้งช้า ควรเปิดให้บาดแผลให้สัมผัสกับอากาศเพื่อทำให้บาดแผลแห้งได้เร็วขึ้น สำหรับพลาสเตอร์ยาที่ใช้แล้ว ห้ามนำกลับมาใช้อีกครั้ง ทุกครั้งที่ใช้เสร็จแล้วให้ทิ้งทันที

ข้อห้ามของพลาสเตอร์ยา !!!!
ถึงแม้พลาสเตอร์ยาจะมีข้อดี สะดวกต่อการใช้งาน และหาซื้อง่าย แต่หากใช้พลาสเตอร์ยาแบบผิดวิธีก็อาจทำให้แผลติดเชื้อและเกิดแผลเน่าได้ โดยพลาสเตอร์ยามีข้อควระวังและห้ามดังต่อไปนี้

– ห้ามใช้ปิดบาดแผลเป็นระยะเวลานาน เพราะจะทำให้บาดแผลไม่แห้งและสมานได้ช้า
– ห้ามโดนน้ำ เพราะการที่เป็นแผลและใช้พลาสเตอร์ยาปิดบาดแผลแล้วโดนน้ำ จะทำให้เกิดความชื้นสะสมในแผล ทำให้แผลเน่า ยิ่งถ้าเป็นน้ำที่ไม่สะอาดก็จะติดเชื้อลุกลามบาดแผล
– แกะพลาสเตอร์ยาออกควรใช้ความระมัดระวัง และแกะอย่างเบามือที่สุด เพราะอาจทำให้บาดแผลอักเสบเพิ่มขึ้นได้อีก

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เส้นเลือดสมองตีบ ภัยร้าย ภัยเงียบ

เส้นเลือดในสมองตีบ คืออะไร?

เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดระหว่างที่เลือดกำลังไหลไปตามกระแสเลือดเข้าสู่สมอง หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมอง หรือก่อให้เกิดการตีบของเส้นเลือดในสมองจนบางครั้งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทั้งนี้ยังพบอาการอื่นๆ อีก เช่น ทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือด หรือเส้นเลือดมีความตีบแคบลง มีความยืดหยุ่น และทำให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพลดลง เหมือนท่อน้ำที่ตันจากเศษอาหาร

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ

– อายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพลงของหลอดเลือดไปด้วย โดยผิวชั้นในของผนังหลอดเลือดด้านในอาจจะหนา หรืออาจจะแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันไปสะสม หรือหินปูนมาเกาะ ทำให้รูในเส้นเลือดแคบลง เลือดก็ไหลเวียนได้น้อยลง

– เพศชาย มีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รวมไปถึงโรคในตระกูลหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิง

– พบภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ทำให้อาจจะมีความเสี่ยงของการที่เม็ดเลือดจับตัวกัน หรืออาจเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

– ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ

– เบาหวาน การที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานอยู่แล้วย่อมเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดอาการหลอดเลือดแข็งที่สมอง ก็จะมีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอื่นๆ มากกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า

– ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยที่สำคัญของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ เพราะอยู่ในภาวะไขมันสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดมากเกินไป จนทำให้เข้าไปกีดขวางการลำเลียงเลือดเข้าสู่สมอง

– โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือด และอาจเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดในสมอง จนทำให้สมองขาดเลือดได้

– สูบบุหรี่ เพราะนิโคติน และคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง เป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว เพียงแค่สูบบุหรี่ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5 %

– ยาคุมกำเนิด ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นเวลาติดต่อกัน อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิด

– โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของอาการหลอดเลือดอักเสบ และหลอดเลือดแข็ง

– ขาดการออกกำลังกายอย่างพอเพียง และเหมาะสม

สัญญาณอันตราย “เส้นเลือดในสมองตีบ”

บางครั้งจะพบอาการชา หรือมีอาการอ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณทั้งแขนกับขาไปครึ่งซีกของร่างกาย อาจจะมีอาการร่วมด้วย คือ พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ หรือน้ำลายไหล กลืนลำบาก ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน เดินเซ ทรงตัวลำบาก อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ ทั้งนี้อาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนบางครั้งทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นคุณควรที่จะลองสังเกตอาการของคุณเองบ้าง หากพบว่าอาการต่างๆ ตามที่กล่าวมาเพียงครั้งเดียวแสดงว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายแล้ว ควรรีบที่จะเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที ซึ่งถึงแม้ว่าอาการของโรคอาจไม่ถึงชีวิต แต่ก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกัน

การรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

ในการรักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ทางการแพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดมาให้ผู้ป่วยทานก่อน เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทานยาสลายลิ่มเลือดจะให้ผลดีกับผู้ป่วยที่เริ่มเป็นเบื้องต้นแล้วรีบมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คือ ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ซึ่งหากเกินกว่านี้อาจถึงขั้นที่เส้นเลือดในสมองปริ เสี่ยงที่จะแตกจนเลือดออก หากเป็นอาการแบบนี้แพทย์อาจจะพิจารณาไปถึงการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต

วิธีป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดอาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต ปริมาณไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา
  • ควบคุมอาหาร โดยลดอาหารรสเค็ม หวาน และมัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ และอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง
  • งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • หากมีอาการตามที่กล่าวเอาไว้ใน “สัญญาณอันตราย เส้นเลือดในสมองตีบ” ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ดูแลบ้านอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้

เรามักจะดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษเมื่อต้องออกนอกบ้าน เดี๋ยวนี้เราใส่หน้ากากอนามัยกันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน พื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะสารก่อภูมิแพ้รอเราอยู่ที่บ้านนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลง สัตว์เลี้ยง แล้วจะมี วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้ อย่างไรได้บ้าง

โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าไปในร่างกาย ทำให้มีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นคันแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก

สาเหตุของภูมิแพ้
พันธุกรรม ภูมิแพ้ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถ้ามีพ่อและแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ก็มีโอกาสที่ลูกๆ จะมีอาการภูมิแพ้ได้เช่นกัน

สภาพแวดล้อม อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือ สภาพแวดล้อม หรือจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์ ละอองเกสร เชื้อรา

สารก่อภูมิแพ้ในบ้าน

  • สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) คือ สารที่เมื่อร่างกายบางคนได้รับแล้ว อาจโดยการสัมผัสกับผิวหนัง หาย ใจ ได้กลิ่น หรือเข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย ก่อให้ร่างกายเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในบ้าน มีอะไรบ้าง

 

  • เชื้อรา สามารถพบได้ทั้งในบ้าน และนอกบ้าน เชื้อราในบ้านมักพบที่บริเวณมืดๆ มีความชื้น เช่นห้องน้ำ ห้องครัว เมื่อหายใจเอาสปอร์ของราเข้าไป ก็จะเกิดอาการคัดจมูก เนื่องจากสปอร์มีขนาดเล็กมาก มันอาจจะเล็ดรอดเข้าในปอดทำให้เกิดโรคหอบหืด

 

  • ไรฝุ่น เป็นแมลงขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปะปนอยู่กับฝุ่นตามพื้นบ้าน ห้องนอน ที่นอน หมอน พรม เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ไรฝุ่น ชอบอาศัยในที่อับชื้น และอบอุ่น มูลของไรฝุ่นสามารถฟุ้งกระจายได้ง่าย และลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราในขณะนอนหลับ เป็นสาเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้

 

  • แมลง เศษแมลงในบ้านรวมทั้งแมลงสาบ อาจเข้าร่างกายคนโดยการสูดหายใจเข้าไป ซึ่งมักก่อโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้

 

  • สัตว์เลี้ยง หลายคนคิดว่าแพ้เศษขนจาก ขนสัตว์เลี้ยง เช่น ขนสุนัข ขนแมว แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ คือ โปรตีนที่อยู่ในเศษขี้ไคล น้ำลายและฉี่ ซึ่งสัตว์เลี้ยงหลายชนิดมีโปรตีนเหล่านี้ ทำให้หลายคนมีอาการภูมิแพ้หลังจากจับ หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยง

 

  • ละอองเกสรจากหญ้า และวัชพืช
    บ้านที่มีสวน ปลูกต้นไม้ไว้ อาจจะเป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ได้ หากแพ้ละอองเกสรจากพืช เพราะโดยปกติละอองเกสรจะลอยอยู่ในอากาศนอกบ้าน แล้วถูกลมพัดมาติดตามมุ้งลวดหน้าต่าง หรือเข้ามาในบ้าน

วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้

  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ไม่มีขา มีบานเปิด-ปิดได้ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไม่มีขา เพราะถ้าตู้ เตียง วางแนบสนิทกับพื้นจะช่วยลดปัญหาฝุ่นสะสมได้ แต่ถ้าอยากได้เฟอร์นิเจอร์ แบบขาลอย ควรมีขาสูงพอให้อุปกรณ์ดูดฝุ่น หรือไม้ม็อบยื่นเข้าไปทำความสะอาดใต้เฟอร์ฯ ได้ ตู้เก็บของหรือตู้โชว์ควรเป็นแบบที่มีบานปิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองเข้าไปจับตามสิ่งของที่วางบนชั้น

 

  • เลี่ยงการใช้พรมจัดบ้าน พรม มักได้รับความนิยมในประเทศเมืองหนาว เพราะช่วยให้พื้นอบอุ่นขึ้นได้ แต่สำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเราไม่จำเป็นต้องปูพรมในบ้าน เพราะนอกจากจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศแล้ว พรม ยังเป็นที่สะสมฝุ่นละออง ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ด้วย แต่ถ้าอยากแต่งห้องด้วยพรม อาจจะเลือกใช้ในพรมในห้องที่ติดแอร์ แล้วก็ต้องหมั่นซัก ดูดฝุ่น ทำความสะอาดเป็นประจำ

 

  • จัดบ้านให้แสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคได้บางส่วน แล้วยังช่วยให้บ้านไม่อับชื้น จึงควรมีหน้าต่างที่เปิดม่านให้แสงแดดส่องเข้ามาด้วย ไม่ควรจัดของ หรือเฟอร์นิเจอร์ให้บังหน้าต่าง และอาจจะเปิดหน้าต่างให้อากาศในห้องได้ถ่ายเท ได้ระบายบ้าง

 

  • เลือกใช้ผ้าม่าน ปลอกโซฟาซักได้ ผ้าม่าน และโซฟาเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อาจจะลำบากในการทำความสะอาด หลายบ้านจึงไม่ยอมทำความสะอาด ซึ่งทำให้เป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ในบ้านได้ วิธีจัดบ้านให้ห่างไกลภูมิแพ้ คือควรเลือกโซฟาที่มีปลอกสามารถถอดออกมาซักได้ ส่วนผ้าม่านถ้าไม่อยากเอามาซัก อาจจะเลือกม่านแบบมูลี่ที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายแทน

 

  • เลือกที่นอนวัสดุสังเคราะห์ ที่นอนควรจะเปลี่ยนเป็นที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ควรใช้นุ่น ฟองน้ำ ขนนก ผ้าขนสัตว์ ผ้าสำลี นุ่น อาจจะทำให้เกิดสะสมสารก่อภูมิแพ้ และฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งเมื่อสูดดมเข้าไป อาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้

 

  • ไม่สะสมของที่เก็บฝุ่น สิ่งของที่มีขนฟู เช่น พรมปูพื้น ตุ๊กตา หรือพวกข้าวของที่มีขน ถือเป็นแหล่งเก็บฝุ่นชั้นดี ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันการกักเก็บฝุ่น หรืออาจจะเลือกเป็นแบบขนสั้นแทน เพราะจะช่วยลดการเก็บฝุ่นได้มากกว่า และสามารถทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

  • จัดโซนสำหรับสัตว์เลี้ยง ถ้าแพ้ขนแมว ขนสุนัข ขนสัตว์ ต้องจัดที่ให้อยู่เฉพาะ ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงวิ่งเล่นไปทั่ว หรือมานอนด้วยในห้องนอน

 

  • ซักที่นอน หมอน ม่าน อย่าให้ฝุ่นจับ เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย เชื้อโรค เหงื่อ และเซลล์ผิวหนังที่หลุดล่วง ทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี จึงควรดูแลให้สะอาดปราศจากฝุ่นอยู่เสมอ ควรซักด้วยเครื่องซักผ้าโดยเลือกโหมดน้ำร้อน ด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 55 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่สามารถฆ่าไรฝุ่นได้

 

  • ล้างแอร์เป็นประจำ การให้ช่างมาล้างแอร์ปีละ 1-2 ครั้งนั้นคงไม่เพียงพอ แต่ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรอง หรือ ฟิลเตอร์เป็นประจำทุก 1-2 เดือน ซึ่งสามารถทำได้เอง ไม่ต้องเรียกช่าง ส่วนพัดลมที่มักมีฝุ่นเกาะตรงตะแกรง และใบพัดก็ควรล้างบ่อยๆ

 

  • ใช้เครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องกรองอากาศ เครื่องรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบดักจับสิ่งแปลกปลอมในอากาศที่ละเอียดขึ้น สามารถช่วยให้ผู้ป่วยหอบ มีแพ้ละอองเกสรของหญ้า หรือต้นไม้อื่นๆ มีอาการน้อยลงได้
สุขภาพทั่วไป

สมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS 

ขอแนะนำสมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS เชื่อได้ว่าถ้าคุณได้รู้จักรับรองว่าติดใจอย่างแน่นอน

ตับเป็นอวัยวะที่เรียบว่าเหมือนเป็นลูกพี่ของอวัยวะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตับนั้นมีความแข็งแรงมาก และตับยังเป็นเหมือนอับผู้อวุโสอีกด้วย เพราะการทำงานของตับทำไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าร่างกายของเราจะตายลงไป เพราะตับจะทำงานตลอดอายุไขของเรา

ถ้าจะว่ากันถึงเรื่องหน้าที่ของตับอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เพราะว่าตับนั้นทำงานได้หลายหน้าที่มาก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างที่ตับจะต้องสร้างสารที่จำเป็นต่อร่างกายออกมาจากอาหารที่เรากินเข้าไป การซ่อมแซมตับจำต้องนำสารอาหารที่สกัดออกมาค่อยส่งไปให้อวัยวะต่างๆของร่างกายที่มีปัญหาอยากได้สารอันไหนก็ส่งอันนั้นไป

เพื่อเป็นการซ่อมแซมส่วนต่างๆ การควบคุม ตับจะต้องค่อยควบคุมดูว่าอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วสกัดเอาสารสำคัญออกมานั้นเป็นปริมาณที่มากเกินไปแล้วหรือยัง ถ้ามากเกินไปแล้ว ก็จะทำอีกหน้าที่หนึ่งนั้นคือ การเก็บกัก คือ การนำสารที่สำคัญนั้นกักเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน คือเหมือนจำเป็นต้องใช้สารตัวไหนก็จะหยิบมาใช้ได้ และ สุดท้ายคือการขับออก ตับจะต้องค่อยดูว่าสารอาหารที่เข้ามาสู่ร่างกายของตับนั้น มีอะไรที่เป็นพิษกับร่างกายของเราหรือเปล่า

ถ้าตัวไหนเป็นอันตรายมากเกินไปตับก็จะขับสารตัวนั้นออกในรูปแบบของการปัสสวะออกไปจากร่างการ เห็นไหมว่าตับนั้นสมควรถูกเรียกว่าลูกผู้ หรือ ผู้อวุโสหรือเปล่า เพราะตับนั้นทำงานมากกว่าอวัยวะใดๆ ของร่างการเราอีก และ การทำงานเป็นการทำงานที่ไม่มีวันหยุดพักอย่างเช่น ตา ของเรา เรายังสามารถพักสายตาโดยการหลับตาลง หรือ ปากของเรา เราจะหยุดปากได้คือหุบปากลงไม่ต้องพูดหรือหาอะไรมากิน แต่ ตับของเรานั้นไม่สามารถจะหยุดการทำงานได้เลยเพราะถึงหยุดการสกัดสารอาหารก็ยังมีหน้าที่อื่นเช่นการไหลผ่านเลือดของเราอีกต่างหาก

สุขภาพ

โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่คร่าชีวิตคนไทย

หากกล่าวถึงโรคที่คร่าชีวิตคนไทย หนึ่งในนั้นย่อมมี ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ ที่ถือเป็นตัวการในลำดับต้นๆ จากสถิติพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองถึงปีละ 150,000 คน หรือกล่าวได้ว่าคนไทยป่วยเป็นโรคนี้ 1 รายในทุกๆ 4 นาทีและทุกๆ 10 นาทีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว เห็นได้ชัดในช่วงนี้ที่มีคนดังล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบทำให้กลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตหรือรุนแรงขึ้นเสียชีวิตในบางราย แต่หากประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหลอดเลือด สมอง ก็จะช่วยให้การรับมือและป้องกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย

นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้ อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ต้นเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke นั้น เกิดจากการที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ ซึ่งมี 2 ชนิดคือ

หลอดเลือดสมองอุดตันและหลอดเลือดสมองแตก ส่งผลให้สมองหยุดทำงานไปอย่างเฉียบพลันจากการที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงหรือมี เลือดออกแทรกทับในเนื้อสมอง 70% ของโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ

การอุดตันของหลอดเลือดจากการเสื่อมหรือการแข็งตัวของหลอดเลือด
ก้อนเลือดจากหัวใจหรือตะกอนเลือดจากผนังหลอดเลือดแดงที่คอด้านหน้าหลุดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง
ความ ดันเลือดลดลงมากจนไปเลี้ยงไม่พออีก ส่วนอีก 30% เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือเลือดออกในเนื้อสมอง (Intracerebral Hemorrhage หรือ ICH) และเลือดออกที่ผิวสมอง (Subarachnoid Hemorrhage หรือ SAH)

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ส่วน ใหญ่ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน รับประทานยาคุมกำเนิด ความเครียด ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดปลายขาตีบ คนสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงคนที่มีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ นพ.ชาญพงค์ ได้กล่าวต่อถึงอาการและความรุงแรงของโรคหลอดเลือดสมองว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ตำแหน่งที่เกิดการตีบตันในสมองและขนาดของหลอดเลือด

“กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอาการน้อย คนไข้จะพูดไม่ชัด มุมปากตก แขนขาไม่มีแรงแต่พอเดินได้ มักไม่มีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กลุ่มที่ 2 อาการปานกลาง คนไข้จะมีอาการเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น อ่อนแรงมากจนขยับไม่ได้หรือพูดไม่ได้เลย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การฟื้นตัวในกลุ่มนี้จะเริ่มเห็นชัดประมาณสัปดาห์ที่ 3 และมักไม่กลับมาเป็นปกติ กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอาการหนัก มักไม่รู้สึกตั้งแต่ต้นหรืออาการซึมลงเร็วมากภายใน 24 ชม. ส่วนใหญ่เกิดในผู้ป่วยที่หลอดเลือดสมองตีบตันขนาดใหญ่ในผู้สูงอายุ มักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือเคยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตมาก่อน และมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ” นพ.ชาญพงค์ กล่าว

นพ.ชาญพงค์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงขั้นตอนในการประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก FAST โดยเน้นให้จดจำอาการเตือน 3 อย่าง คือ

  • หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว (Face)
  • แขนขาอ่อนแรง (Arm)
  • พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้หรือพูดไม่ออก (Speech)

โดยอาการทั้งหมดทั้งปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ดังนั้นจึงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที (Time) “นอก จากหลัก FAST แล้วโรงพยาบาลกรุงเทพยังให้ความสำคัญกับแผนการรักษาโรคหลอดเลือดสมองโดย เฉพาะกรณีหลอดเลือดอุดตันในสมองฉับพลัน โดยหากคนไข้มีอาการไม่เกิน 4.5 ชม. และพิจารณาความเหมาะสมของร่างกายคนไข้แล้ว แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Actilyse) ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งมีโอกาสที่จะช่วยให้คนไข้กลับมาเป็นปกติค่อนข้างสูง ทั้งนี้ต้องให้เวลากับทีมแพทย์ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค ดูผลเลือด และดูภาพถ่ายสมองก่อนการตัดสินใจให้ยา อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวมีความเสี่ยงอาจทำให้มีเลือดออกในสมองได้ราว 6% หรือเมื่อให้ยาไป 8 คนจะมีคนไข้ที่หายปกติเพียง 1 คน เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลที่ให้ยาจึงต้องมีศักยภาพรองรับโรคแทรกซ้อนได้ ในกรณีที่คนไข้มาถึงแพทย์โดยใช้เวลาเกิน 4.5 ชม.แต่ไม่เกิน 6 ชม. และวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายสามารถใช้วิธี Mechanical Thrombectomy หรือการใส่อุปกรณ์เข้าไปทางหลอดเลือดแดง เพื่อดึงเอาลิ่มเลือดที่อยู่ภายในกระโหลกศีรษะชนิดต่างๆ เช่น Snare, Merci, Penumbra และ Solitaire ออกมา ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวให้แก่คน ไข้ และมี รพ.เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ โดยมี รพ.กรุงเทพ เป็นหนึ่งในนั้น” นพ.ชาญพงค์ กล่าว

อย่างที่ทราบดีว่า เวลา คือ หัวใจสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลกรุงเทพจึงได้จัดตั้ง ศูนย์บริการฉุกเฉินเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ Bangkok Emergency Services (BES) เพื่อ ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤต ด้วยการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่ง ซึ่งในขณะนี้มีเครือข่ายศูนย์บริการฉุกเฉินเครือโรงพยาบาลกรุงเทพทั้งใน เขตกรุงเทพและปริมลฑลแล้วจำนวน 13 แห่ง พร้อมทีมแพทย์-พยาบาลผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยได้มาตรฐาน สากล ไม่ว่าจะเป็น ICU เคลื่อนที่ ระบบ GPS นำทาง BES Motorlance มอเตอร์ไซต์การแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงศูนย์สั่งการฉุกเฉิน BES Dispatch โทร.02-716-9999 รับเเจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้ป่วยอุบัติเหตุ หรือผู้ป่วยวิกฤตอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สู่โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ดูแลรักษาโรคหลอดเลือดสมอง (ตีบ ตัน แตก) อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องตรวจสมองด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computerized tomography scan หรือ CT scan) เครื่องตรวจสมองด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI)รวมถึง RoboDoctor หรือคุณหมอหุ่นยนต์ เอกสิทธิ์เฉพาะของโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ช่วยย่นระยะทางและประหยัดเวลา โดยแพทย์สามารถตรวจรักษาคนไข้ด้วยการบังคับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ผ่าน Control Station จากโรงพยาบาลต้นทาง ทั้งยังสามารถมองเห็นและพูดคุยกับผู้ป่วย ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมแพทย์ได้เสมือนการตรวจรักษาจริง

“การรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้ได้ผลจำเป็นที่จะต้องอาศัยทีมที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อย่างที่รพ.กรุงเทพนอกจากเราจะมีระบบเครือข่าย และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง TeleStroke ผ่าน RoboDoctor การทำ Thrombectomy ที่ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงระบบ BES การส่งต่อคนไข้ที่เน้นความสำคัญเรื่องเวลาแล้ว ยังมี คลินิกป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Prevention Clinic) ที่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสมองได้อย่างครบครัน และถือเป็นโรงพยาบาลชั้นนำอันดับต้นของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานJCI (Joint Commission International) จากสหรัฐอเมริกา” นพ.ชาญพงค์ กล่าวทิ้งท้าย

ผลจากการทุ่มเทงบประมาณเพื่อพัฒนางานบริการ บุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนแผนการรักษา‘โรค หลอดเลือดสมอง’ อย่างต่อเนื่องของศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพ คือ หลักประกันที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่คนไข้และผู้รับบริการจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สุขภาพ

โรคไขมันในเลือดสูงเลือกอาหารอย่างไร

อาหารที่เหมาะกับคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูง

1. ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีไขมัน อย่างเช่น นมพร่องหรือขาดมันเนย โยเกิร์ตไม่มีไขมัน เป็นต้น
2. เนื้อปลา และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน
3. ถั่วชนิดต่าง ๆ
4. ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น
5. ผักสดชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะกระเทียมและข้าวโพด
6. ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด หรือสุกมากเกินไป
7. หลีกเลี่ยงการใช้ไขมันจากสัตว์ และหันมาใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว ในการประกอบอาหารแทน แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว เพราะอาจจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีสูงขึ้น และส่งผลให้หลอดเลือดตีบแข็งได้
8. อาหารประเภทต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง อบ ย่าง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ
9. ไขมันจากปลาทะเล อย่างเช่นน้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน เพราะไขมันจากเนื้อปลานั้นจะช่วยทำให้ไตรกลีเซอไรด์น้อยลง และลดการจับตัวของเกล็ดเลือดอีกด้วย
10. อาหารที่มีไฟเบอร์หรือมีกากใยสูง เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้

อาหารที่คนเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยง

1 . อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอดต่าง ๆ
2. เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง แฮม เบคอน และหมูยอ
3. อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก และหอยนางรม
4. ขนมหวานที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล กะทิ หรือมะพร้าว เช่น กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง หรือขนมถ้วย เป็นต้น
5. ขนมหรือของว่างที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น ขนมขบเคี้ยว โดนัท เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม
6. ไขมันที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด เช่น เนย มันหมู มันวัว มันไก่

อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

นอกจากนี้ยังควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะเบียร์ เพราะจะให้สะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ และยังควรงดการสูบบุหรี่ ถ้าหากมีน้ำหนักตัวเกินก็ควรพยายามลดน้ำหนักตัวอีกด้วย

โรคไขมันในเลือดสูงไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเลยค่ะ ดังนั้นเราจึงควรรักษาสุขภาพ และระมัดระวังการรับประทานอาหารให้ดี หลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ งดได้ก็ควรงดค่ะ เพราะว่าถึงแม้อาหารเหล่านั้นจะอร่อย แต่ถ้าต้องแลกมากับสุขภาพของเราก็คงไม่ดีแน่ แล้วถ้าหากใครที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีระดับไขมันสูงหรือไม่ก็ควรไปตรวจอย่างน้อยปีละครั้งนะคะ เพื่อที่เราจะได้ระมัดระวังก่อนที่ “มัน” จะมาเยือนค่ะ