สุขภาพทั่วไป

สมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS 

ขอแนะนำสมุนไพรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์จาก SERGIS เชื่อได้ว่าถ้าคุณได้รู้จักรับรองว่าติดใจอย่างแน่นอน

ตับเป็นอวัยวะที่เรียบว่าเหมือนเป็นลูกพี่ของอวัยวะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตับนั้นมีความแข็งแรงมาก และตับยังเป็นเหมือนอับผู้อวุโสอีกด้วย เพราะการทำงานของตับทำไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าร่างกายของเราจะตายลงไป เพราะตับจะทำงานตลอดอายุไขของเรา

ถ้าจะว่ากันถึงเรื่องหน้าที่ของตับอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เพราะว่าตับนั้นทำงานได้หลายหน้าที่มาก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างที่ตับจะต้องสร้างสารที่จำเป็นต่อร่างกายออกมาจากอาหารที่เรากินเข้าไป การซ่อมแซมตับจำต้องนำสารอาหารที่สกัดออกมาค่อยส่งไปให้อวัยวะต่างๆของร่างกายที่มีปัญหาอยากได้สารอันไหนก็ส่งอันนั้นไป

เพื่อเป็นการซ่อมแซมส่วนต่างๆ การควบคุม ตับจะต้องค่อยควบคุมดูว่าอาหารที่เรากินเข้าไปแล้วสกัดเอาสารสำคัญออกมานั้นเป็นปริมาณที่มากเกินไปแล้วหรือยัง ถ้ามากเกินไปแล้ว ก็จะทำอีกหน้าที่หนึ่งนั้นคือ การเก็บกัก คือ การนำสารที่สำคัญนั้นกักเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน คือเหมือนจำเป็นต้องใช้สารตัวไหนก็จะหยิบมาใช้ได้ และ สุดท้ายคือการขับออก ตับจะต้องค่อยดูว่าสารอาหารที่เข้ามาสู่ร่างกายของตับนั้น มีอะไรที่เป็นพิษกับร่างกายของเราหรือเปล่า

ถ้าตัวไหนเป็นอันตรายมากเกินไปตับก็จะขับสารตัวนั้นออกในรูปแบบของการปัสสวะออกไปจากร่างการ เห็นไหมว่าตับนั้นสมควรถูกเรียกว่าลูกผู้ หรือ ผู้อวุโสหรือเปล่า เพราะตับนั้นทำงานมากกว่าอวัยวะใดๆ ของร่างการเราอีก และ การทำงานเป็นการทำงานที่ไม่มีวันหยุดพักอย่างเช่น ตา ของเรา เรายังสามารถพักสายตาโดยการหลับตาลง หรือ ปากของเรา เราจะหยุดปากได้คือหุบปากลงไม่ต้องพูดหรือหาอะไรมากิน แต่ ตับของเรานั้นไม่สามารถจะหยุดการทำงานได้เลยเพราะถึงหยุดการสกัดสารอาหารก็ยังมีหน้าที่อื่นเช่นการไหลผ่านเลือดของเราอีกต่างหาก

สุขภาพ

โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่คร่าชีวิตคนไทย

หากกล่าวถึงโรคที่คร่าชีวิตคนไทย หนึ่งในนั้นย่อมมี ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ ที่ถือเป็นตัวการในลำดับต้นๆ จากสถิติพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองถึงปีละ 150,000 คน หรือกล่าวได้ว่าคนไทยป่วยเป็นโรคนี้ 1 รายในทุกๆ 4 นาทีและทุกๆ 10 นาทีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว เห็นได้ชัดในช่วงนี้ที่มีคนดังล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบทำให้กลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตหรือรุนแรงขึ้นเสียชีวิตในบางราย แต่หากประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหลอดเลือด สมอง ก็จะช่วยให้การรับมือและป้องกันสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วย

นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้ อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ต้นเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke นั้น เกิดจากการที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ ซึ่งมี 2 ชนิดคือ

หลอดเลือดสมองอุดตันและหลอดเลือดสมองแตก ส่งผลให้สมองหยุดทำงานไปอย่างเฉียบพลันจากการที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงหรือมี เลือดออกแทรกทับในเนื้อสมอง 70% ของโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ

การอุดตันของหลอดเลือดจากการเสื่อมหรือการแข็งตัวของหลอดเลือด
ก้อนเลือดจากหัวใจหรือตะกอนเลือดจากผนังหลอดเลือดแดงที่คอด้านหน้าหลุดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง
ความ ดันเลือดลดลงมากจนไปเลี้ยงไม่พออีก ส่วนอีก 30% เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือเลือดออกในเนื้อสมอง (Intracerebral Hemorrhage หรือ ICH) และเลือดออกที่ผิวสมอง (Subarachnoid Hemorrhage หรือ SAH)

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ส่วน ใหญ่ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน รับประทานยาคุมกำเนิด ความเครียด ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดปลายขาตีบ คนสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงคนที่มีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ นพ.ชาญพงค์ ได้กล่าวต่อถึงอาการและความรุงแรงของโรคหลอดเลือดสมองว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ตำแหน่งที่เกิดการตีบตันในสมองและขนาดของหลอดเลือด

“กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอาการน้อย คนไข้จะพูดไม่ชัด มุมปากตก แขนขาไม่มีแรงแต่พอเดินได้ มักไม่มีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กลุ่มที่ 2 อาการปานกลาง คนไข้จะมีอาการเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น อ่อนแรงมากจนขยับไม่ได้หรือพูดไม่ได้เลย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การฟื้นตัวในกลุ่มนี้จะเริ่มเห็นชัดประมาณสัปดาห์ที่ 3 และมักไม่กลับมาเป็นปกติ กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอาการหนัก มักไม่รู้สึกตั้งแต่ต้นหรืออาการซึมลงเร็วมากภายใน 24 ชม. ส่วนใหญ่เกิดในผู้ป่วยที่หลอดเลือดสมองตีบตันขนาดใหญ่ในผู้สูงอายุ มักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือเคยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตมาก่อน และมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ” นพ.ชาญพงค์ กล่าว

นพ.ชาญพงค์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงขั้นตอนในการประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก FAST โดยเน้นให้จดจำอาการเตือน 3 อย่าง คือ

  • หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว (Face)
  • แขนขาอ่อนแรง (Arm)
  • พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้หรือพูดไม่ออก (Speech)

โดยอาการทั้งหมดทั้งปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ดังนั้นจึงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที (Time) “นอก จากหลัก FAST แล้วโรงพยาบาลกรุงเทพยังให้ความสำคัญกับแผนการรักษาโรคหลอดเลือดสมองโดย เฉพาะกรณีหลอดเลือดอุดตันในสมองฉับพลัน โดยหากคนไข้มีอาการไม่เกิน 4.5 ชม. และพิจารณาความเหมาะสมของร่างกายคนไข้แล้ว แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Actilyse) ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งมีโอกาสที่จะช่วยให้คนไข้กลับมาเป็นปกติค่อนข้างสูง ทั้งนี้ต้องให้เวลากับทีมแพทย์ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค ดูผลเลือด และดูภาพถ่ายสมองก่อนการตัดสินใจให้ยา อย่างไรก็ตาม ยาดังกล่าวมีความเสี่ยงอาจทำให้มีเลือดออกในสมองได้ราว 6% หรือเมื่อให้ยาไป 8 คนจะมีคนไข้ที่หายปกติเพียง 1 คน เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลที่ให้ยาจึงต้องมีศักยภาพรองรับโรคแทรกซ้อนได้ ในกรณีที่คนไข้มาถึงแพทย์โดยใช้เวลาเกิน 4.5 ชม.แต่ไม่เกิน 6 ชม. และวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายสามารถใช้วิธี Mechanical Thrombectomy หรือการใส่อุปกรณ์เข้าไปทางหลอดเลือดแดง เพื่อดึงเอาลิ่มเลือดที่อยู่ภายในกระโหลกศีรษะชนิดต่างๆ เช่น Snare, Merci, Penumbra และ Solitaire ออกมา ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวให้แก่คน ไข้ และมี รพ.เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ โดยมี รพ.กรุงเทพ เป็นหนึ่งในนั้น” นพ.ชาญพงค์ กล่าว

อย่างที่ทราบดีว่า เวลา คือ หัวใจสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลกรุงเทพจึงได้จัดตั้ง ศูนย์บริการฉุกเฉินเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ Bangkok Emergency Services (BES) เพื่อ ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤต ด้วยการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่ง ซึ่งในขณะนี้มีเครือข่ายศูนย์บริการฉุกเฉินเครือโรงพยาบาลกรุงเทพทั้งใน เขตกรุงเทพและปริมลฑลแล้วจำนวน 13 แห่ง พร้อมทีมแพทย์-พยาบาลผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยได้มาตรฐาน สากล ไม่ว่าจะเป็น ICU เคลื่อนที่ ระบบ GPS นำทาง BES Motorlance มอเตอร์ไซต์การแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงศูนย์สั่งการฉุกเฉิน BES Dispatch โทร.02-716-9999 รับเเจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผู้ป่วยอุบัติเหตุ หรือผู้ป่วยวิกฤตอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สู่โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ดูแลรักษาโรคหลอดเลือดสมอง (ตีบ ตัน แตก) อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องตรวจสมองด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computerized tomography scan หรือ CT scan) เครื่องตรวจสมองด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI)รวมถึง RoboDoctor หรือคุณหมอหุ่นยนต์ เอกสิทธิ์เฉพาะของโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ช่วยย่นระยะทางและประหยัดเวลา โดยแพทย์สามารถตรวจรักษาคนไข้ด้วยการบังคับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ผ่าน Control Station จากโรงพยาบาลต้นทาง ทั้งยังสามารถมองเห็นและพูดคุยกับผู้ป่วย ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมแพทย์ได้เสมือนการตรวจรักษาจริง

“การรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้ได้ผลจำเป็นที่จะต้องอาศัยทีมที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง อย่างที่รพ.กรุงเทพนอกจากเราจะมีระบบเครือข่าย และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง TeleStroke ผ่าน RoboDoctor การทำ Thrombectomy ที่ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงระบบ BES การส่งต่อคนไข้ที่เน้นความสำคัญเรื่องเวลาแล้ว ยังมี คลินิกป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Prevention Clinic) ที่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสมองได้อย่างครบครัน และถือเป็นโรงพยาบาลชั้นนำอันดับต้นของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานJCI (Joint Commission International) จากสหรัฐอเมริกา” นพ.ชาญพงค์ กล่าวทิ้งท้าย

ผลจากการทุ่มเทงบประมาณเพื่อพัฒนางานบริการ บุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนแผนการรักษา‘โรค หลอดเลือดสมอง’ อย่างต่อเนื่องของศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพ คือ หลักประกันที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่คนไข้และผู้รับบริการจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สุขภาพ

โรคไขมันในเลือดสูงเลือกอาหารอย่างไร

อาหารที่เหมาะกับคนเป็นโรคไขมันในเลือดสูง

1. ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่มีไขมัน อย่างเช่น นมพร่องหรือขาดมันเนย โยเกิร์ตไม่มีไขมัน เป็นต้น
2. เนื้อปลา และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน
3. ถั่วชนิดต่าง ๆ
4. ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เป็นต้น
5. ผักสดชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะกระเทียมและข้าวโพด
6. ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด หรือสุกมากเกินไป
7. หลีกเลี่ยงการใช้ไขมันจากสัตว์ และหันมาใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว ในการประกอบอาหารแทน แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว เพราะอาจจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีสูงขึ้น และส่งผลให้หลอดเลือดตีบแข็งได้
8. อาหารประเภทต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง อบ ย่าง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ
9. ไขมันจากปลาทะเล อย่างเช่นน้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน เพราะไขมันจากเนื้อปลานั้นจะช่วยทำให้ไตรกลีเซอไรด์น้อยลง และลดการจับตัวของเกล็ดเลือดอีกด้วย
10. อาหารที่มีไฟเบอร์หรือมีกากใยสูง เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้

อาหารที่คนเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยง

1 . อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอดต่าง ๆ
2. เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง แฮม เบคอน และหมูยอ
3. อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก และหอยนางรม
4. ขนมหวานที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล กะทิ หรือมะพร้าว เช่น กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง หรือขนมถ้วย เป็นต้น
5. ขนมหรือของว่างที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น ขนมขบเคี้ยว โดนัท เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม
6. ไขมันที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด เช่น เนย มันหมู มันวัว มันไก่

อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

นอกจากนี้ยังควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะเบียร์ เพราะจะให้สะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ และยังควรงดการสูบบุหรี่ ถ้าหากมีน้ำหนักตัวเกินก็ควรพยายามลดน้ำหนักตัวอีกด้วย

โรคไขมันในเลือดสูงไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวเลยค่ะ ดังนั้นเราจึงควรรักษาสุขภาพ และระมัดระวังการรับประทานอาหารให้ดี หลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ งดได้ก็ควรงดค่ะ เพราะว่าถึงแม้อาหารเหล่านั้นจะอร่อย แต่ถ้าต้องแลกมากับสุขภาพของเราก็คงไม่ดีแน่ แล้วถ้าหากใครที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีระดับไขมันสูงหรือไม่ก็ควรไปตรวจอย่างน้อยปีละครั้งนะคะ เพื่อที่เราจะได้ระมัดระวังก่อนที่ “มัน” จะมาเยือนค่ะ

สุขภาพ

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญ ดื่มให้พอ ใช่ว่าเพียงพอ

“น้ำ” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิต
โดยเฉพาะในด้านของสุขภาพนั้น น้ำ จะมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการย่อยและละลายสารอาหารรวมทั้งออกซิเจนเพื่อส่งไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ และระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งมีส่วนช่วยทำให้ข้อกระดูกต่าง ๆ เคลื่อนไหวได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ น้ำยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการละลายสารพิษแล้วขับออกจากร่างกาย จึงมีส่วนช่วยทำให้มีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด และดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

ที่สำคัญคือ ร่างกายของคนเราจะประกอบไปด้วยน้ำมากถึงร้อยละ 70 โดยในจำนวนนี้ จะเป็นน้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ถึงร้อยละ 60 อยู่ภายนอกเซลล์อีกร้อยละ 30 นอกนั้นจะเป็นน้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและเลือด

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีความต้องการน้ำสูงถึงวันละ 2-3 ลิตร เพื่อกระบวนการต่าง ๆ และเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปกับการขับถ่าย เหงื่อ และลมหายใจ

ดังนั้น หากในแต่ละวันร่างกายของเราไม่ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ร่างกายก็จะดึงเอาน้ำจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ จึงส่งผลให้เลือดมีความเข้มข้นสูง ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ทำให้ผิวหยาบกร้าน ปวดศีรษะ เป็นตะคริว และเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้

แต่ก็มีข้อควรระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต เพราะการดื่มน้ำในปริมาณที่เกินกว่าการควบคุมของแพทย์ ก็จะเป็นเหตุทำให้มีน้ำคั่งอยู่ภายในซึ่งจะส่งผลทำให้มีแขนขาบวม และความดันโลหิตสูงตามมาในที่สุด

อย่างไรก็ดี สำหรับคนปกติ การดื่มน้ำให้พอดีกับความต้องการในแต่ละวัน อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมสุขภาพเท่าใดนัก เพราะการดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด ควรคำนึงถึงหลักต่อไปนี้ด้วย คือ

1. น้ำที่จะนำมาดื่มจะต้องเป็นน้ำที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งสารเคมีเจือปน โดยจะต้องดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว หรือราว 2–3 ลิตร จึงจะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

2. ควรดื่มน้ำทันทีภายหลังจากตื่นนอนในตอนเช้าอย่างน้อย 2 แก้ว เพื่อช่วยในการขับถ่ายของเสีย แต่ไม่ควรดื่มเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจางจนส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารได้

3. ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย โดยในวันที่อากาศร้อนและแห้ง หรืออยู่ภายในห้องที่มีการปรับอากาศ ก็จำเป็นจะต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น เพราะร่างกายจะมีการสูญเสียน้ำไปทางผิวหนังและลมหายใจมากกว่าปกติ

นอกจากนี้ ภายหลังจากการออกกำลังกาย หรืออยู่ในระหว่างมีไข้ ท้องเสีย หรืออาเจียน ก็ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปด้วย โดยดื่มทีละนิดแต่จิบบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อไม่ให้เป็นการไปเพิ่มภาระให้กับอวัยวะในระบบขับถ่าย ได้แก่ ไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหารอื่น ๆ

4. จำไว้ว่า การดื่มน้ำที่เย็นจัดจนเกินไป แม้จะทำให้รู้สึกสดชื่นแต่ก็จะไปเพิ่มภาระให้กับอวัยวะภายในมากขึ้น เพราะร่างกายจะต้องปรับอุณหภูมิของน้ำให้เท่ากับอุณหภูมิภายในร่างกายเสียก่อน จึงส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมทั้งทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้

นอกจากนี้ ยังจะต้องหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปด้วย เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ แต่การดื่มน้ำที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย จะเป็นสาเหตุทำให้ไตต้องทำงานหนัก จึงส่งผลต่อการมีร่างกายที่ทรุดโทรมก่อนวัยอันควรได้

ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเพียงแค่ดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกหลัก ก็พอเพียงแล้วสำหรับการมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับการมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง งดงาม

สุขภาพ

ปวดเข่า เข่าลั่น อาการที่ต้องเฝ้าระวัง

การที่เราอยากมีสุขภาพที่ดี ไม่อยากเจ็บป่วยรุนแรง นอกจากหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว สิ่งสำคัญก็คือต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเองบ่อยๆ อย่างคนที่ไม่อยากเข่าเสื่อมก่อนวัย รู้หรือไม่ว่าเราสามารถป้องกันได้แต่เนิ่นๆ ด้วยการสังเกตความผิดปกติเล็กๆ ที่เกิดกับตัวเอง

บ่อยครั้งที่เรามักคิดเข้าข้างตัวเองว่า เราสบายดี สุขภาพแข็งแรง บางทีก็มัวแต่มองแต่เรื่องใหญ่ๆ จนมองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ปกติของตัวเองไป เช่น อาการปวดเข่า ลุกนั่งยืนลำบาก บางครั้งมีเสียงเข่าลั่นดังก๊อกแก๊ก แต่กลับไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ใครๆ เขาก็เป็นกัน หารู้ไม่ว่าสัญญาณเล็กๆ แบบนี้แหละ ถ้าหากเราไม่ได้รับการรักษาและปล่อยไว้นานๆ ก็จะนำพาไปสู่อาการเข่าเสื่อมได้นั่นเอง

ก่อนเข่าเสื่อม..เราสังเกตอะไรได้บ้าง
– เวลายืนหรือเดินแล้วรู้สึกมีเสียงลั่นในข้อ
– มีอาการปวดที่หัวเข่า บางคนเป็นเฉพาะตอนที่กดแต่บางคนไม่ต้องทำอะไรก็ปวดแล้ว
– เข่าไม่มีเสียงดัง แต่เวลาขยับรู้สึกฝืดๆ เหมือนมีอะไรขัดๆ อยู่นิดๆ
– นั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิแล้วรู้สึกเจ็บ หรือบางครั้งก็ตึงจนรู้สึกนั่งไม่ได้เลย
– บางครั้งตอนตื่นมาเช้าๆ จะรู้สึกเหมือนขยับร่างกายได้ไม่เต็มที่
– ชอบขึ้นลงบันได วิ่งมาราธอน ชอบเล่นเทนนิส ฯลฯ มาเป็นระยะเวลานาน (พฤติกรรมที่ทำให้เข่าได้รับแรงกดและกระแทกเป็นประจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เข่าเสื่อมได้)

  • ซึ่งอาการต่างๆ ที่กล่าวมานั้นมักจะเป็นติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่เคยได้รับการรักษาหรือปรึกษาแพทย์ ทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่อาการเข่าเสื่อมได้ในที่สุด ซึ่งระดับความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมด้านอื่นๆ ประกอบกันด้วย

ไม่อยากเข่าเสื่อม ต้องรู้จักป้องกันแต่เนิ่นๆ

  • เริ่มจากคอยสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นข้างต้น และนอกจากนั้นก็พยายามดูแลตัวเอง รักษาร่างกายของเราให้แข็งแรง ป้องกันอาการเข่าเสื่อมด้วยวิธีต่างๆ เช่น ถ้าเริ่มรู้สึกปวดเข่าให้ใช้ที่รัดเข่าช่วยพยุงและลดการกระแทกลง หาวิธีออกกำลังกายที่ลดการกระแทกและเสียดสีของหัวเข่า เช่น ว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน พยายามอย่ายืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน หมั่นลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงทำให้เข่าเสื่อมต่างๆ ลง หรือถ้าไม่แน่ใจก็อย่ารักษาด้วยตัวเอง แนะนำว่าพบแพทย์จะดีที่สุด